![]() |
||
|---|---|---|
| |
||
| วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2550 สติ สำหรับมือใหม่ การมีสติ ต้องมีศีลเป็นตัวกำกับ จึงจะเป็นไปในทางที่ถูกต้อง รวมทั้งต้องมีความตั้งมั่นที่จะบำเพ็ญกุศลกรรม เพื่อให้ใจไม่หวั่นไหววันนี้ ได้รับ email จากธรรมทูตของชมรมคนรู้ใจ ซึ่งทีมงานผลิตหนังสือคุณภาพดีเอ็มจี และ DC Consultant เอื้อเฟื้อกำลังพลพร้อมสถานที่ ส่วนธนาคารเกียรตินาคินร่วมสนับสนุนค่าอาหารและเครืองดื่มทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และการปฏิบัติธรรมในแนวสติปัฏฐานสี่ ขึ้นทุกวันอังคารและวันพุธเย็น ที่ห้องประชุมพุทธคยา ชั้น22 อาคารอัมรินทร์พลาซ่า เพลินจิต ธรรมทูตได้คัดย่อคำบรรยายเมื่อวันอังคารที่ 5 มิถุนายน 2550ของ ศ. เกียรติคุณ ดร. อภิณัฏฐ์ กิติพันธุ์ เรื่อง การสวดมนต์และศึกษาธรรมแนวสัมมาปฏิบัติ ครั้งที่ 3 ตอน สติ สำหรับมือใหม่ มาให้อย่างน่าอ่าน ดังนี้สังเกตไหมว่า ในแต่ละวัน คนเราต้องพบผ่านสภาวะทางอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งดีใจ เสียใจ พอใจ ผิดหวัง โกรธ เศร้า สะใจ ฯลฯ ทั้งสุขและทุกข์ นี่ยังไม่นับสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย ไม่ว่าจะเป็นอากัปกิริยา ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ความเจ็บปวด ไปจนถึงเมื่อความเจ็บปวดนั้นทุเลาลง เพราะเมื่อชีวิตดำเนินไป เราก็ต้องพบเจอเรื่องราวต่างๆ ทั้งที่ปรารถนา ไม่ปรารถนา คาดคิด ไม่คาดคิด ใจของเราจึงหวั่นไหวไปตามสิ่งที่มากระทบ และหลายๆ ครั้งนำมาซึ่งความทุกข์ สับสน และแปลกแยก เราจึงน่าจะลองหันกลับมามองเข้าไปภายในกายในใจของตัวเอง เพื่อให้รู้เท่าทันถึงสิ่งที่เกิดแก่กายใจในปัจจุบันขณะ รวมทั้งธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้น เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจ ไม่ยึดมั่นถือมั่น และละวางปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้เกิดทุกข์ การสำรวจกายใจของตนเองทำได้โดยการใช้สติ หรือความระลึกได้ เพื่อพิจารณา รับรู้อากัปกิริยาในปัจจุบันของกายใจ อันประกอบด้วย อิริยาบถของ กาย ว่าขณะนั้นกำลังทำอะไร เป็นอย่างไร มีองค์ประกอบใดที่ทำให้ดำรงอยู่ในสภาพนั้น ความรู้สึก ว่าสุข ทุกข์ หรือกลางๆ อันเป็นความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้ทางสัมผัสต่างๆ ความนึกคิดและอารมณ์ ที่จิตปรุงแต่งต่อเนื่องไป หรือคิดฟุ้งซ่านไป และธรรมชาติ ของสภาพแห่งกายใจนั้นว่า ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถแห่งกาย ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ย่อมมีเกิดและดับ เป็นเรือนแห่งทุกข์ มีความไม่เที่ยง ทนได้ยาก และไม่มีตัวตน การรู้กายใจตนเองด้วยสติ จะทำให้เรารู้ตัว ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เห็นถึงความเสื่อม ไม่เที่ยงแท้ ทนได้ยาก และไม่มีตัวตน ของสภาวะกายใจ ซึ่งเป็นธรรมชาติธรรมดา เมื่อรู้เท่าทันก็จะเข้าใจ ไม่คาดหวังหรือคิดแต่งเติมไปให้เกิดทุกข์ยิ่งขึ้น รวมทั้งทำให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น สามารถละวางทั้งสุขและทุกข์ได้ การยึดมั่นถือมั่น ก็คือการยึดว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา หรือเป็นสิ่งแทนตัวเรา การยึดก็คือการครอบครอง การควบคุม เมื่อยึดแล้วต้องพลัดพราก เมื่อไม่เป็นไปดังใจ ก็เกิดทุกข์ การครอบครองนั้น รวมถึงการครอบครองด้วยใจ นั่นคือ ความพอใจติดใจในสัมผัส ความพอใจในสภาพที่ดำรงอยู่ และความไม่พอใจในสภาพที่ดำรงอยู่หรือสภาพที่จะเป็นไป แต่แม้จะมีสติ แล้วเราจะเห็นความจริงเช่นนั้นได้อย่างไร ? การมีสตินั้นต้องมีศีลเป็นตัวกำกับจึงจะเป็นไปในทางที่ถูกต้อง รวมทั้งต้องมีความตั้งมั่นที่จะบำเพ็ญกุศลกรรม เพื่อให้ใจไม่หวั่นไหว เมื่อรู้แล้วก็จะรู้จักระงับ ไม่ไปสร้างความทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น หากทว่าหันมาพินิจพิเคราะห์แก้ปัญหาและแก้ปมทุกข์ที่หมักหมมในตนด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญาว่าจะละสิ่งเหล่านั้นอย่างไร จะปลีกตัวออกจากสิ่งนั้นอย่างไร และจะยอมรับสิ่งนั้นอย่างไร การมีสติ นอกจากจะทำให้เราตระหนักถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอน นำไปสู่การปล่อยวางแล้ว ยังทำให้เราไม่ใช้ชีวิตไปตามความเคยชินอย่างเก่า และไม่ทำอะไรไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะนำไปสู่การถลำลึกในการกระทำและความรู้สึกนึกคิดโดยไร้ความรู้สึกตัว มีแต่ความไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำหรือความคิดที่ร้ายกาจยิ่งกว่าก็ได้ แต่หากคราใด เมื่อมีสติมาคุม ก็จะรู้จักสำรวมในการกระทำทั้งกาย วาจา ใจ คำนึงถึงว่าจะกระทบต่อผู้อื่นและตนเองอย่างไร ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และช่วยให้เรามีการหันกลับมาทบทวนและขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ การฝึกสติอย่างง่ายๆ อาจใช้ มรณานุสติ ซึ่งเริ่มได้ด้วยการลองถามตัวเองดูว่า คืนนี้ หากหลับไปแล้วไม่ตื่นอีกเลย จะเป็นอย่างไร ? มีอะไรบ้างที่ใจเรายังเป็นห่วงอยู่ บางท่านอาจห่วงลูก ห่วงพ่อห่วงแม่ ห่วงคนรัก สัตว์เลี้ยง ทรัพย์สมบัติ ห่วงบ้าน ห่วงกิจการงาน แต่ในสถานะการณ์สมมติอย่างนั้น เราจะทำอะไรได้ แน่หละ ไม่มีใครทำอะไรกับสิ่งต่างๆ ที่คั่งค้างไว้ได้เลย เอาล่ะ หากว่าฟลุ้ค ! ผ่านวิกฤติในเหตุการณ์สมมติไปได้อย่างอัศจรรย์ กลับฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง รอดพ้นความตายไปได้อีก 1 คืน ลองสำรวจใจดูใหม่ว่า เรารู้สึกอย่างไร ? ค่ะ วันเวลาในปัจจุบันย่อมมีค่ามากขึ้น จงใช้ให้เกิดกุศลสร้างประโยชน์ เป็นเสบียงไว้หล่อเลี้ยงใจในภูมิภพที่นอกเหนือความคาดเดากันเถอะ แม้ท่านผู้อ่านจะเพิ่งเริ่มเป็นมือใหม่หัดฝึกสติ แต่ทุกคนที่เดินได้ วิ่งได้ในวันนี้ ก็เคยเป็นเด็กนุ่งผ้าเตี่ยวหัดยืนยองๆ แบบตั้งไข่ล้มต้มไข่กินกันมาก่อนแล้วทั้งนั้นมิใช่หรือ ? เวลาในชีวิตส่วนที่เหลือ ได้คืนกลับมา ไม่ได้มีไว้ให้ท้อ แต่มีไว้เพื่อหัดมองทุกข์ให้เป็น หากยังสงสัยหรือติดขัดเชิงปฏิบัติอยู่ ขอเชิญแวะมาที่ชมรมคนรู้ใจ มาร่วมกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และการปฏิบัติธรรมในแนวสติปัฏฐานสี่ได้ พร้อมรับ CD / MP3 ทางเอก โดย พระอาจารย์ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ให้เสียงโดย พระกฤช นิมฺมโล จากสถานีวิทยุสังฆทานธรรม จากชั้นซีดีเพื่อการแบ่งปัน ภายในร้านหนังสือ Dee Books ที่ผู้มีกุศลจิตและมีศรัทธาได้วางเตรียมไว้ให้ สื่อใจสมานสร้างสรรค์ ขออนุโมทนากับการร่วมกันมีน้ำใจสานสายใยเครือข่ายคุณธรรม เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรของสังคมคุณภาพ อย่างน่าชื่นชม ควบคู่ไปกับการนำหนังสือสื่อธรรมสู่สถานพยาบาลและสาธารณสถานที่ยังคงสืบสานกันอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลใดยังไม่ได้ให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาจัดส่งหนังสือไปให้ ก็อย่ามัวรอช้านะคะ เครือข่ายโครงการกำลังรอท่านอยู่ด้วยหัวใจเต็มร้อย เพราะอยากจะให้เต็มแก่แล้วละคะ อย่าให้รอจนหน้าเหี่ยวนะคะ เราอยากเห็นคนป่วยยิ้มได้เพราะมีทางออกจากวังวนแห่งทุกข์ในความคิด เพราะธรรมโอสถสามารถสืบอายุแห่งกุศลจิตให้เจริญได้ เอวัง ด้วยประการฉะนี้
|
||