![]() |
|---|
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2553 เรื่องที่ 109 ความพินาศอันเนื่องมาจากการกิน
ยิ่งกิเลสมนุษย์ซับซ้อนเพียงใด การปรุงอาหารของมนุษย์ก็พิสดารเพียงนั้น
ท่านผู้อ่านคงได้ผ่านการยกเครื่องใจกันมาแล้ว พร้อมที่จะรับมือกับเรื่องน้อยใหญ่ในศักราชใหม่กันหรือยังค่ะ ? คงต้องมีบ้างที่ตอบว่า ยังไม่พร้อม แต่คงพอมีนักสู้บางส่วนที่พร้อมเสมอในทุกสถานการณ์ ในช่วงวันหยุด สัปดาห์สุดท้ายของหลายๆ ปี ที่ผ่านมา ผู้เขียนจะ เปิดกรุ ค้นหนังสือที่เคยชอบมาอ่านซ้ำ ถามว่าได้สาระอะไรเพิ่มต่างไปจากเดิมหรือไม่ ? แน่นอนค่ะ มีมุมใหม่ๆ ที่ไม่เคยมองให้ได้ตรึกตรองหลังจากชีวิตได้ผ่านขั้นตอนของการถูกกลั่นกรองมาแล้วหลายชั้น ในแต่ละช่วง ไม่ว่าใคร จะเคยเก่งกล้าสามารถมาแล้วขนาดไหน สุดท้ายก็อาจตายได้ง่ายๆ เหมือนปลาเกยตื้น ก็เป็นไปได้ หากปล่อยชีวิตให้เป็นไปด้วยความประมาท ขาดวินัยในการดูแลใจ ดูแลกายของตนเอง ในหน้าที่ 76 ของหนังสือ พระไตรปิฏกฉบับพิเศษ ธรรมธาตุ ธรรมชาติ แห่งสรรพสิ่ง โดย ไชย ณ พล ได้กล่าวถึง ความพินาศของสัตว์มนุษย์ อันเนื่องมาจากการกิน ไว้ว่า.. *ตั้งแต่เริ่มต้น มนุษย์บริโภคง้วนดิน หรือไขน้ำที่กำลังรวมตัวกันเป็นดิน และต่อมาก็พัฒนามาบริโภคกะบิดิน หรือง้วนดินที่กลายมาเป็นดินน้อยๆ แล้วต่อยอดมาเป็นการบริโภคเครือดิน หรือกะบิดินที่รวมตัวกันเป็นดินก้อนใหญ่ แต่เนื้อยังละเอียดอยู่เป็นอาหาร จนกระทั่งได้บังเกิด ข้าวสาลี ซึ่งเป็นพืชจากดินก้อนใหญ่ แล้วเมื่อพืชได้กระจายไปหลายพันธุ์ มนุษย์ก็นำเอาพืชชนิดต่างๆ มาบริโภคกับข้าวสาลีซึ่งเป็นอาหารหลักของมนุษย์ แต่ด้วยความโลภ และความอยากของมนุษย์ ที่มี ยิ่งอยากมากเพียงใด การปรุงอาหารก็หลากหลายมากมายเพึยงนั้น ยิ่งกิเลสมนุษย์ซับซ้อนเพียงใด การปรุงอาหารของมนุษย์ก็พิสดารเพียงนั้น ก่อนเข่นฆ่า ก็จะกระตุ้นบำรุงด้วยเคมี ทำให้เกิดวงจรกรรมขึ้นในระบบห่วงโซ่อาหาร โรคภัยไข้เจ็บเรื้อรัง รุมรุกรานชีวิตผู้ป่วย เหมือนต้องการให้ตายผ่อนส่ง* กระโดดข้ามมาถึงหน้า 88 ของหนังสือเล่มนี้ มีข้อความที่น่าสนใจกล่าวเสริมว่า.. *มนุษย์ผู้บริโภคข้าวกล้าที่สุกเสมอกัน ย่อมมีอายุยืน มีผิวพรรณดี มีกำลัง และมีโรคน้อย อนึ่ง ความเป็นไปทั้งหลายทั้งปวงในธรรมชาติ ย่อมเป็นไปตามอำนาจจิตสำนึกรวมของมวลมนุษย์นั่นเอง ด้วยรังสีจิตของมนุษย์นั้นมีอานุภาพยิ่งนัก สมัยเมื่อมนุษย์ยังไม่เสื่อม รังสีจิตย่อมแผ่ซ่านเป็นแสงสว่างส่องไสวไปทั่ว ต่อเมื่อมนุษย์เสื่อมลง รังสีจิตก็เศร้าหมอง อนุภาคประณีต เช่น โฟตอน Photon ซึ่งเป็นอนุภาคแสงก็สูญหายไป แม้กระนั้น ตราบใดก็ตามที่จิตของมนุษย์ยังทำงานอยู่ ย่อมมีอนุภาคบางอย่างแผ่ออกมาจากจิตใจเสมอ อาทิ แอลฟา Alpha เบต้า Beta เทตต้า Teta เดลต้า Delta เป็นต้น สภาวะจิตต่างๆ กัน จะแผ่รังสีอนุภาคต่างๆ กันออกมา ซึ่งอนุภาคเหล่านี้จะเห็นได้ด้วยกล้องจับแสงพิเศษ เช่น กล้องเคอร์เลียน เป็นต้น อนุภาคต่างๆ เหล่านั้น ย่อมมีอิทธิพลกระทำต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติโดยรอบ เมื่อเกิดรังสีจิตในสังคม ก็จะเกิดจิตสำนึกรวมของประชาชาติ Collective conciousness ซึ่งมีอานุภาพมากกว่าของบุคคล หากเป็นรังสีจิตประเภทเดียวกันก็จะผสานกลมกลืนกัน หากต่างประเภทกันก็จะหักล้างบั่นทอน หักเหทิศทางของกันและกัน จิตสำนึกรวมของประชาชาติที่เลวทราม ย่อมหักล้าง บั่นทอนแรงเหวี่ยงการหมุนของโลกมิให้สม่ำเสมอ เมื่อแรงเหวี่ยงของการหมุนไม่สม่ำเสมอ แกนการหมุนก็เบี่ยงเบนไป เมื่อแกนหมุนเบี่ยงเบนไป จึงทำให้วิถีโคจรเบี้ยวไป กลายเป็นวงรี วิถีวงโคจรถูกบีบตัวหนักเข้าๆ ก็ถึงที่สุดแห่งดวงดาว นับตั้งแต่การระเบิดครั้งแรกของจักรวาล อนุภาคแตกสลายกระจายออกจากกัน ครั้นอนุภาคนิวตรอนรวมตัวกันแล้ว ต่อมาก็เกิดอิเลคตรอนและโปรตรอนเกาะกันเกิดเป็นธาตุ เป็นกลุ่มก้อนของธาตุ คือมวลก๊าซ น้ำ และของแข็งขึ้น เกิดเป็นดาวเคราะห์ คือ โลกขึ้น หมุนเหวี่ยงอยู่ เมื่อดวงอาทิตย์เกิดขึ้นจึงดึงดูดดาวเคราะห์ทั้หมดนั้นให้หมุนตามแรงเหวี่ยงของตน อำนาจของการระเบิดนั้น ทำให้ดาวเคราะห์ทั้งหลายเหวี่ยงไปตามแรงเหวี่ยงออกจากศูนย์กลาง มีแรงอยู่สองแรงเสมอที่กระทำต่อวัตถุที่มีศูนย์กลาง หรือนิวเคลียส คือแรงเหวี่ยงออกจากศูนย์กลางหนึ่ง และแรงเหวี่ยงเข้าหาศูนย์กลางหรือแรงดึงดูดของมวลอีกหนึ่ง ด้วยทุกขณะที่มวลควบแน่นอยู่ เพิ่มแรงดันเข้าหาศูนย์กลางขึ้นเป็นทวี ณ จุดศูนย์กลางจะปล่อยคลื่นหยาบเป็นคลื่นวิทยุบ้าง รังสีประณีต เช่น รังสีเอ็กซ์บ้าง ออกมาตามแรงปฏิกิริยาอันคือแรงเหวี่ยงออกจากศูนย์กลาง เมื่อมวลควบแน่นมากเข้า คลื่นและรังสีต่างๆ แผ่ออกมามากขึ้น สีจะเปลี่ยนไปกลายเป็นสีเหลือง-น้ำเงิน-ขาว และหากมวลยังมากพอแก่การควบแน่นลงไปอีก ก็จะกลายเป็นสีดำ มีปริมาตรเล็กยิ่ง แต่มวลมหาศาล แผ่อานุภาพออกมามากมาย จนกระทั่งในที่สุด เมื่อมวลอัดตัวกันแน่นอย่างยิ่งยวด สุดแรงเหวี่ยงเข้าหาศูนย์กลาง จนแรงเหวี่ยงออกจากศูนย์กลางซึ่งแผ่รังสีออกมาทุกขณะ มีพลังปฏิกิริยาเหนือกว่า ก็จะเกิดการระเบิดขึ้น มวลทั้งหลายจะแตกตัวกลายเป็นอนุภาคกระจายไป ส่วนที่เป็นธาตุหนักไม่อาจแตกตัวเป็นอนุภาคได้หมด ก็จะกลายเป็นก๊าซ เป็นหมอก คล้ายกลุ่มควันในจักรวาล เรียกว่า เนบิวลา เมื่อกาลผ่านไปพอสมควร กลุ่มหมอกควันและอนุภาคที่แตกตัวกระจัดกระจายนั้นกระทบกันเกิดการรวมตัวกันเป็นโลก เป็นดาวเคราะห์ เป็นดวงอาทิตย์ เป็นระบบสุริยจักรวาลขึ้นอีก สัตว์ทั้งปวงก็จักมาอาศัยอยู่อีก ดังนี้ ชีวิตก็ดี โลกก็ดี ดวงอาทิตย์ก็ดี จักรวาลก็ดี หมุนวน เกิด ดับ อยู่ดังนี้ สืบเนื่องไป ตลอดอนันตกาล..* อ่านบทความที่คัดย่อมาให้ แล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง ? ตอบในใจก็ได้ค่ะ ไม่ต้องตอบดัง เพราะนานาจิตตัง ประเด็นที่ตั้งใจจะสื่อในวันนี้ คือ สัญญาณเตือนให้ฝึกใจระงับความอยาก โดยเฉพาะด้านการบริโภคดื่มกิน เพราะมันเป็นปัญหาต้นตอ ลองค่อยๆ ทบทวนตรวจดูตัวเองแล้วจะรู้ว่า ที่เราป่วยกายป่วยจิตกันอยู่ทุกวันนี้ เริ่มด้วยการเสพสิ่งสั่งสมอย่างขาดความสมดุลมานานวัน ค่ะ จะให้แก้ไขได้ในฉับพลัน มันคงยาก ทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ทว่าความสำคัญอยู่ที่ก้าวแรก นะคะ ของพื้นๆ จืดๆ จากภูมิปัญญาเก่าแก่แต่โบราณ ที่มักจะถูกมองข้าม เดี๋ยวนี้แม้ฝรั่งตาน้ำข้าวยังหันมาตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาด้วยเทคโนโลยี่ระดับสูง เพื่อนำมา ทุเลาภาวะความเจ็บป่วยให้เราได้ ข้าวไทย Hydrolysis ผสมธัญญพืช ในรูปผงชงดื่ม อุดมด้วยกรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกาย และคุณค่าอาหารพลังงานขีวิตระดับเซลล์ ที่ นายแพทย์มานพ วัฒนวงศ์วิบูลย์ มอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ 2553 ซอง ๆ ละ 100 กรัม ยังพอมีแจก อย่าลืมตัดบทความในกรอบนี้ ไปขอรับได้ทุกวัน ตั้งแต่ เวลา 10.00-19.00 น. ค่ะ ขอรับได้ที่ตึกเขียว เลขที่ 302 ด้านซ้ายของโรงแรมทาวน์อินทาวน์ ถนนศรีวรา-ทาวน์อินทาวน์ จะเข้าทางลาดพร้าวซอย 94 หรือใข้เส้นทางด่วนพระราม 9 เอกมัย-รามอินทรา แล้วตัดลัดเข้าซอยบ้านต้นซุง ถึงสามแยกแล้วจึงเลี้ยวซ้ายอยู่เยื้องๆ กับสวอน ค่ะ
|