![]() |
|---|
วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม 2553 เรื่องที่ 119 ชั่งหัวมัน
ต้นไม้ใหญ่ที่มีรากแก้ว หยั่งลีกลงดินอย่างมั่นคงเป็นฐานแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถเติบใหญ่เหยียดตัวให้สูงเสียดฟ้า ขึ้นไปได้ เพื่อเป็นร่มเงาอันร่มเย็นแก่สรรพชีวิตที่อยู่ต่ำใต้ล่าง
ไม่ใช่แค่เรื่องจิ๊บๆ แค่นี้เท่านั้น ที่เราขาดการเอาใจใส่รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรง แต่ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในปัจจุบันขณะที่ถูกมองข้าม แต่กลับเอาใจไปจดจ่อรอรับผลที่คาดหวังในวันข้างหน้า ทั้งๆ ที่ยังมาไม่ถึง นี้เป็นจุดพลาดในความเคยชินของเราหลายคนในยุคแห่งการกระตุ้นเร้าเร่งปฏิกิริยาให้จิตยึดติด และทะเยอทะยานจนลืมความสุขจากความเรียบง่าย ใจที่มากไปด้วยเงื่อนไขบนมาตรฐานที่เกินจริง เร่งเร้าด้วยความเร่าร้อน จะสร้างฐานชีวิตที่อุ่นเย็นขึ้นมาได้อย่างไร ? ต่างกับความเรียบง่าย ที่เห็นภายนอก ซึ่งสะท้อนภายในอันละเอียดล้ำ และลึกซึ้งอย่างอ่อนโยน เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีรากแก้ว หยั่งลีกลงดินอย่างมั่นคงเป็นฐานแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถเติบใหญ่เหยียดตัวให้สูงเสียดฟ้าขึ้นไปได้ เพื่อเป็นร่มเงาอันร่มเย็นแก่สรรพชีวิตที่อยู่ต่ำใต้ล่าง ผู้สูงด้วยคุณธรรมในใจ คราใดเมื่อได้อยู่ใกล้ เราจะสัมผัสได้ถึงละอองของความชุ่มเย็น ปรากฏราดรดหัวใจทุกดวงให้เกิดพลังสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่เพื่อส่วนรวม ต่างจากผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์อันจอมปลอมแต่ตกแต่งฉาบทาเอาไว้เพื่อตบตาให้รู้ว่า .. กูต่างจากสูเจ้าทั้งหลายอย่างไร ?.. ขอชวนท่านผู้อ่านได้พิจารณาข้อความจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ ที่มีพระคุณเจ้ารูปหนึ่ง กรุณาส่งต่อมาให้ พิราบขาวอย่างเราๆ ไม่ย่อท้อหมดกำลังใจในการยืนหยัดต่ออุดมคติ ที่กำลังถูกคุกคาม และเหยียดหยามจากสังคมยุคเข็ญทุกวันนี้ *จากตัวอำเภอท่ายาง ขับเลี้ยวเข้าไปทางตำบลเขากระปุก ถนนเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยไร่นา นั่งมองต้นไม้ไปได้สักครู่ สองข้างถนนก็เริ่มมีธงชาติ ธงเหลือง ธงฟ้า และธงม่วง พร้อมตราสัญลักษณ์ของแต่ละพระองค์ (ราชาศัพท์เรียกอะไร ??) ติดเต็มไปตลอดทาง ดูจากเสาธงก็รู้ว่าเป็นธงที่ชาวบ้านช่วยกันทำขึ้นอย่างตั้งใจเพื่อรับเสด็จ ข้างๆ ธงมีร่องรอยตะเกียงน้ำมันอย่างง่าย (หรืออาจเรียกได้ว่าคบไฟ) เพื่อรอรับเสด็จฯ ในเวลากลางคืน ทั้งธงและคบไฟบ่งบอกได้ว่า เรากำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้ไร่ของในหลวงเข้าไปทุกขณะ ในขณะที่นั่งชมทิวธงและคบไฟไปได้จนเริ่มง่วง ถนนราดยางก็เปลี่ยนเป็นถนนลูกรัง ฝุ่นคลุ้งตลบ แต่เราคงมาไม่ผิดทางแน่ เพราะทิวธงยังคงอยู่มองไปแต่ไกลเห็นภูเขาขนาดย่อมอยู่ตรงหน้า กังหันผลิตไฟฟ้าประมาณสิบกว่าต้น สูงเด่น มีรถทะเบียนกรุงเทพฯ วิ่งสวนมาเป็นระยะ ฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มถนนแคบ รั้วลวดหนามทอดตัวยาวไกล ต้นไม้หลากหลายชนิดเรียงตัวเป็นระเบียบอยู่ในนั้น เขื่อนดินขนาดใหญ่ พร้อมศาลาเก้าเหลี่ยมสูงเด่น เราเดินทางมาถึงไร่ของในหลวงกันแล้ว เมื่อแลกบัตรที่ป้อมทหาร และเลี้ยวรถเข้าไป ก็เพิ่งถึงบางอ้อ ที่ดินจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ว่า ไม่ใช่ไร่ที่ซื้อเอาไว้หลบหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง หรือใช้ตากอากาศ แต่มันคือที่ดินเพื่อใช้เป็น โครงการในพระราชดำริ ที่มีชื่อมันๆ ว่า โครงการชั่งหัวมัน ดูจากวันที่ตั้งโครงการ คาดว่าน่าจะเป็นโครงการล่าสุดเลยทีเดียว พอได้เดินเข้าไปในโครงการก็เกิดอาการซาบซึ้ง เพราะไม่นึกว่าในหลวงที่เราเห็นในทีวีที่แทบไม่มีแรงยกมือ กลับยังมีใจ + มีไฟ ริเริ่มโครงการใหม่ๆ ในถิ่นที่อยู่ห่างไกลความเจริญอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุด ดูจากบอร์ดภายในโครงการ อธิบายว่า โครงการนี้เป็นเสมือนแปลงทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่น อันได้แก่ มะนาว มะพร้าว ชมพู่เพชร และพืชไร่ พืชสวน อะไรอีกจิปาถะมากมายที่ไม่รู้จัก หรือไม่มีความรู้พอจะเขียนถึง มีการขุดบ่อ (หรือในโครงการคือเขื่อน) เพื่อเก็บกักน้ำ มีกังหันและโซล่าเซลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เหมือนจะเป็นแบบทดลองตัวอย่างแก่เกษตรกรโดยรอบ เพื่อเพิ่มคุณภาพให้ผลผลิต แบบพึ่งพาตัวเอง และเหนือสิ่งอื่นใด พอมีข่าวในหลวงเสด็จฯ มาตั้งโครงการปั๊บ ชาวบ้านแถวนั้นก็ดีใจกันยกใหญ่ หลายคนถวายแรงกายแรงใจ เข้ามาช่วยงานในโครงการฟรี ชาวบ้านบางคนที่ทำงานอยู่ในนั้น พูดอวดใครต่อใครที่มาเยือนว่าได้ก้มลงกราบฝ่าพระบาทถวายตัวรับใช้งาน พูดไปน้ำตาไหลไป มีความภาคภูมิใจในถิ่นที่เกิดและอาชีพของตัวเอง นี่คือเรื่องราวๆ ดีๆ เพียงไม่กี่เรื่องในรอบปีที่ได้รู้แล้วก็อยากเอามาเล่าต่อในขณะที่กลุ่มแอนตี้รอยัลลิสต์ เขียนโจมตีโครงการในพระราชดำริในเว็บบอร์ดว่าเป็นโครงการที่ไม่เคยผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย วันนี้อยากพูดกรอกหูคนเหล่านั้นว่า อย่างน้อยโครงการนี้ก็เป็นโครงการที่เกิดจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มีประโยชน์เพื่อการพัฒนารากเหง้าของชาวบ้านที่แท้จริง ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานฝรั่ง แต่เอารากที่เมืองไทยมี คือการเกษตร มาพัฒนา ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมัน ไม่ต้องตามตลาดโลก ไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่ต้องออกข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ทำอย่างเงียบๆ ทำดีอย่างที่ในหลวงบอกคนไทยเสมอว่าเป็นการ ปิดทองหลังพระ อย่างแท้จริง และงานแบบนี้ ถ้าในหลวงไม่ทำ ก็อย่าหวังว่ารัฐบาลชุดไหนจะมาทำให้คนไทย รับรองได้ว่าไม่มีแน่ๆ หลังจากกลับมาค้นข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้ในอินเตอร์เน็ตก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชื่อที่มาของโครงการว่าตอนที่ในหลวงเสด็จฯ มาที่ที่ดินนี้ครั้งแรกๆ มีชาวบ้านเอาหัวมันมาถวาย แต่ยังไงไม่รู้ ในหลวงทรงลืมเอาหัวมันกลับไปด้วย พอกลับมาที่ที่ดินนี้อีกที หัวมันนั้นก็เริ่มงอกขึ้นมาเป็นต้น เมื่อถึงเวลา ก็พระราชทานชื่อโครงการนี้ว่า โครงการชั่งหัวมันถ้าใครได้ติดตามผลงานของในหลวงมาตลอด ก็จะรู้ว่า ในหลวงท่านทรงมีเอกลักษณ์ในการตั้งชื่อแบบนี้ ชื่อไทย+จำง่าย+ มีอารมณ์ขัน (ต่างจาก to be number one จริงๆ) หลายคนต่างก็ตีความคำว่า ชั่งหัวมัน ไปต่างๆ นานา แต่การตีความไปได้ต่างๆ ก็เป็นเสน่ห์ที่ดีอีกอย่างหนึ่งของการตั้งชื่อ ดังนั้น แล้วแต่ใครจะไปคิดเป็นอะไรก็แล้วกัน แต่โดยส่วนตัวแล้ว เชื่อว่า พระองค์ท่านน่าจะมีความสุขทีเดียวที่ได้ทำงานนี้ การได้เลี้ยวรถจากหัวหินมาแวะที่โครงการชั่งหัวมัน ถ้ามันสร้างความสุขให้พระองค์ท่านได้ สร้างความสุขให้กับชาวบ้านแถวนี้ได้ ผลผลิตทางการเกษตรก็ถือเป็นของแถมไปแล้ว* ------------------------------------------------------------------------
*โครงการชั่งมัน
ตั้งอยู่ที่บ้านหนองคอกไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี*
ภาพข้างล่างคือ บ้านพักส่วนพระองค์ของในหลวง บ้านเลขที่ 1 เด่นเป็นสง่าภายในโครงการ
|