![]() |
|---|
วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม 2553 เรื่องที่ 149 อานุภาพของกุศลและอกุศล หากไม่หัดหันหน้ามารักกัน จะสายเกินแก้ไข
เราใกล้จะถึงกลียุค หรือเรากำลังอยู่ในกลียุค กันแน่ ? ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดที่เกิดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ด้วยน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง หรือแม้ภัยพิบัติมากมายทางธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ กำลังฟ้องให้เห็นถึงอะไร ? บทความที่ท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ ผู้เขียนได้นำมาจากหนังสือ พระไตรปิฎกฉบับที่ทำให้ง่ายแล้ว ที่ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ ปูชนียบุคคลแห่งการเผยแผ่ธรรม มีเจตนาเรียบเรียงขึ้นให้ง่ายต่อการศึกษาของสาธุชน
ทีมงานธรรมะกับชีวิต ทางสถานีวิทยุชุมชนคนนำปัญญา FM97.75 MHz. กำลังนำเสนออยู่ทุกเขัาวันพุธ เวลา 05.30-06.30 น. และฟังย้อนหลังได้ทาง www.managerradio.com
รู้สึกเสียดายแทนผู้ที่ไม่มีโอกาสได้ฟัง จึงได้นำมาให้อ่านในวันนี้ ค่ะ
*จากอัคคัญญสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 11 ข้อ 51-72 จักรวาลทั้งสิ้นมีแต่น้ำ ต่อมาเกิดง้วนดินขึ้นลอยอยู่เหนือผิวน้ำเหมือนนมสดที่ถูกเคี้ยวให้งวดแล้วมีฝ้าลอยอยู่ ง้วนดินนั้นมีกลิ่นหอม มีรสอร่อย บางคนลองเอานิ้วจิ้มแล้วชิมดูรู้สึกอร่อย จึงพากันกินง้วนดินอยู่นาน ต่อมาร่างกายหยาบขึ้น รัศมีหายไป บางคนผิวมีผิวพรรณดี บางคนผิวพรรณไม่ดี จึงดูหมิ่นกันในเรื่องผิวพรรณ ต่อมา ง้วนดินหายไป มีกระบิดินขึ้นคล้ายเห็ด มีสีเหมือนเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี รสอร่อยเหมือนรวงผึ้ง สัตว์เหล่านั้นบริโภคกระบิดินอยู่นานแสนนาน ร่างกายก็หยาบขึ้นอีก ผิวพรรณแตกต่างกันไป จึงดูหมิ่นกันเพราะเรื่องผิวพรรณนั้น เมื่อดูหมิ่นกันมากขึ้น กระบิดินก็หายไป มีเครือดินขึ้นมาแทน สี กลิ่น รส คล้ายกระบิดินนั่นเอง แต่เพราะความทะนงตนและดูหมิ่นกันเรื่องผิวพรรณ เครือดินก็หายไปอีก แต่มีข้าวสาลีขึ้นมาแทน ข้าวสาลีนั้นขึ้นเอง ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ ขาวสะอาด มีกลิ่นหอม สัตว์ได้บริโภคข้าวสาลีนั้น เมื่อเอามาบริโภคตอนเข้า ตอนเย็นข้าวสาลีก็ขึ้นเต็มเหมือนเดิม เอามาตอนเย็น ตอนเช้าก็ขึ้นเต็มเหมือนเดิม สัตว์ทั้งหลายบริโภคข้าวสาลีอยู่เป็นเวลาแสนนาน ร่างกายก็หยาบขึ้นอีก มีเพศหญิง เพศชายปรากฏขึ้น จึงเสพเมถุนธรรมกันขึ้นต่อหน้าต่อตาคนทั้งหลาย พวกไม่เสพเมถุนธรรมเกิดรังเกียจ โปรยฝุ่นใส่บ้าง โปรยขี้เถ้าใส่บ้าง ด่าว่าไล่ขับด้วยประการต่างๆ สัตว์ผู้ต้องการเสพเมถุนธรรมจึงสร้างบ้านเรื่อนขึ้น เพื่อเป็นที่กำบัง แต่ยังบริโภคข้าวสาลีกันอยู่อย่างเดิม ต่อมา มีบางคนขี้เกียจไปเก็บข้าวสาลีทั้งเช้าและเย็น จึงเก็บมาไว้ทีเดียวให้พอสำหรับ 2 เวลาคนอื่นเอาอย่างบ้าง ไม่เพียงเท่านั้น บางคนเก็บมาให้พอสำหรับ 2-3 วันบ้าง 7-8 วันบ้าง เมื่อความเกียจคร้านและความโลภเกิดขึ้นเช่นนี้ ข้าวสาลีจึงเปลี่ยนไป คือ มีรำบ้าง มีแกลบบ้างเกิดขึ้น ต้นที่ถูกเกี่ยวแล้วไม่กลับงอกขึ้นอย่างแต่ก่อน แต่เกิดมีเป็นหย่อมๆ สัตว์เหล่านั้นจึงประชุมกัน ปรารภเรื่องความเสื่อมที่ค่อยๆ ดำเนินมาเรื่อยๆ จนมาถึงเรื่องข้าวสาลีที่มีเป็นหย่อมๆ ผู้หนึ่งได้เสนอว่า เราควรปักปันเขตแดนแบ่งนาข้าวสาลีกันเสีย ที่ประชุมเห็นชอบ จึงปักปันเขตแดนแบ่งนาข้าวสาลีกัน ต่อมาอีก มีสัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลภจัด สงวนส่วนของตนไว้ไปขโมยส่วนของผู้อื่นมาบริโภค เมื่อถูกจับได้ก็ช่วยกันตักเตือน แต่สัตว์ผู้โลภนั้นยังกระทำอีก จึงถูกตี ถูกปาด้วยก้อนดินและท่อนไม้เพื่อลงโทษ ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่า สัตว์จะต่างกัน หรือเหมือนกันก็เพราะธรรมนั่นเอง ธรรมนั้นแลประเสริฐที่สุดในชุมชนทั้งในบัดนี้และภายหน้า* ผู้อ่านแต่ละท่าน มีต้นทุนความรู้ และความเข้าใจในสภาวะการณ์ต่างๆ มาไม่เท่ากัน แต่จะมากน้อยแตกต่างกันแค่ไหน เราก็กำลังอยู่ในยุคของการรับผลแห่งอกุศลกรรม ใครมีกุศลกรรมเป็นทุนเก่าหล่อเลี้ยงมากหน่อย ก็ทุกข์น้อยหน่อย แต่ถึงกระนั้นยุคนี้ ก็ไม่ใช่ยุคทองของเทวดาตกสวรรค์กันอีกต่อไป ค่ะ อานุภาพของกุศลและอกุศล มีผลต่อมวลรวมของมนุษยชาติถึงเพียงนี้ หากยังจะไม่หัดหันหน้ามารักกันให้เป็นอีก จะเสียใจเมื่อทุกอย่างสายเกินแก้ไขแล้ว...
|