![]() |
||
|---|---|---|
| |
||
| วันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2550 หวานปลาย ขมโคน ศาสนาพุทธ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ถ้าเราฉลาด ก็จงสร้างเหตุที่ดีไว้แล้วผลดีก็จะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อวันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2550 พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส เดินทางลงมาจากพุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว เขาค้อ เพชรบูรณ์ เพื่อแสดงธรรมที่ชมรมคนรู้ใจ ในหัวข้อชวนฟัง มีใจความว่า *จริงๆ แล้วชีวิตคนเรามันสั้นมาก ไม่ได้ยืนยาวอะไร อายุเฉลี่ยแค่ 70 ปี ก็ลาโลกไปแล้ว ก่อนเดินทางมาที่นี่ ได้ไปพักอยู่บ้านริมน้ำเมืองนนท์ มองไปฝั่งตรงข้ามเห็นผู้ชายสูงอายุ 2 คนนั่งหงอยๆ อยู่ริมตลิ่ง ดูเขาก็เริ่มหลงแล้ว บางทีตื่นมาตีสามก็เห็นพูดอยู่คนเดียว ดูแล้วเหมือนจะเป็นชีวิตที่รอคอยความตาย คนที่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรม จะไม่มีเครื่องค้ำจุนให้อยู่ ลูกเต้าก็ไปทำงาน เด็กๆ เล็กแดงก็ไปเรียนหนังสือ ปล่อยให้อยู่คนเดียว นั่งหงอยอยู่หัวตลิ่ง เหมือนก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง เหมือนก้อนธาตุก้อนหนึ่งที่รอเวลาตายพอตกเย็น มองจากฟากตลิ่งก็ได้เห็นเด็กๆ เดินทางกลับมาจากโรงเรียน ผู้ใหญ่ก็กลับมาจากทำงาน ดูมีชีวิตชีวา สะท้อนให้มองเห็นวันเวลาของคนวัยหนุ่มสาวที่ใช้พลังทำงานอย่างเต็มกำลังเต็มเวลา ต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืด แล้วกลับมาบ้านดึกๆ ดื่นๆ เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง คนเรามีช่วงวัยหนุ่มสาวเวลาเดียวเท่านั้น ที่จะมีแรงมีกำลังอย่างที่ว่า พอแก่ตัวไปลูกหลานก็สืบทอดกันต่อ จึงมีคำถามว่าความสดชื่น ความเปล่งปลั่งในวัยสาวของแม่หายไปไหน แล้วเขาก็ชี้ให้ดูที่เด็กๆ แล้วบอกว่าความสาวความสดชื่นเปล่งปลั่งของแม่มันไปอยู่ที่ลูกน้อยหมดแล้ว พอเป็นวัยรุ่นขึ้นมาความสดชื่นเปล่งปลั่งของแม่ก็ไปเบ่งบานที่นั่น และช่วงนี้ก็เป็นช่วงความฝันของใครหลายๆ คน ที่จะใช้ชีวิตในเวลาที่เบ่งบาน มีกำลัง มีความสามารถ มีความรู้ มีศักยภาพเต็มที่ในการทำความฝันให้เป็นจริง แล้วก็แวบเดียวนะ เพราะชีวิตคนเรามันสั้น ฉะนั้น สิ่งที่ควรทำคือ จงใช้เวลาในปัจจุบันให้คุ้มค่าที่สุด นั่นคือการมีสติ เพราะการมีสติเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในปัจจุบัน นั่นก็เพราะว่า สติ มีหน้าที่ปิดกั้นไม่ให้อกุศลใหม่หรือสิ่งไม่ดีงามเกิดขึ้นและทำลายอกุศลเก่าด้วย เนื่องจากสติทำงานร่วมกับความรู้สึกตัว จึงส่งผลให้คนที่มีสติอยู่ตลอดเวลาไม่กล้าทำความชั่ว อันว่าอกุศลกรรมหรือความชั่วทั้งหลาย มันก็เกิดจากจิตที่หลงคิดไปเองนั่นแหละ ถ้าเรามีสติยั้งคิด ไม่ปล่อยให้ความชั่วครอบงำ อกุศลฝ่ายชั่วก็ตกไป เพราะเราไม่รับมันซะอย่าง ดังนั้น การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ก็ต้องอาศัยสติเป็นที่ตั้ง รวมไปถึงการตั้งเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องเป็นเรื่องที่ดีงาม มีประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวม สามารถต่อยอดได้ สิ่งที่เราได้ทำลงไปแล้วแม้จะผ่านไปกับกาลเวลา แต่ก็มีคุณค่าต่อคนรุ่นหลังต่อไป เราจะกลายเป็นคนสูงอายุที่มีศักยภาพ เป็นที่ปรึกษาให้คนรุ่นหลังได้สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมโดยแท้จริง ข้อควรระวังในการตั้งเป้าหมายของชีวิต มี 3 ประการ คือ 1) การตั้งเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน 2) การโทษคนอื่น และ 3) การไม่รู้จักจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง เหล่านี้เรียกได้ว่า เป็นบาปแห่งความล้มเหลว เพราะถ้าหากเราขึ้นต้นผิด ตั้งเป้าหมายในชีวิตไม่ชัดเจน ครั้นเวลาผ่านพ้นไป จะไปแก้ตัวเอาตอนแก่ก็เห็นจะไม่ทันเสียแล้ว เริ่มตั้งเป้าหมายในชีวิตให้ตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้ แล้วมุ่งมั่นทำไปทีละนิดทีละน้อย ค่อยๆ ถักทอสายใยแห่งความดีด้วยศรัทธาที่แน่วแน่ สร้างสิ่งที่เป็นกุศลอย่างมีสติ ทุ่มเททำด้วยความสุข เพราะการจะทำอะไรให้สำเร็จได้ก็ต้องอาศัย อิทธิบาท 4 คือมี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา แล้วความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้ ส่วนเรื่องชื่อเสียงเงินทองที่จะตามมานั้นถือเป็นผลพลอยได้ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้ว่า ศาสนาพุทธ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ถ้าเราฉลาดก็จงสร้างเหตุที่ดีไว้ แล้วผลดีก็จะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน* ค่ะ นอกจากจะมีการถอดเทปถ้อยธรรมคำคมอันงดงาม จากชมรมคนรู้ใจมาให้อ่านกันแล้ว เพื่อนๆ กัลยาณมิตรที่ร่วมปฏิบัติธรรมกันทุกวันพุธเย็น ยังได้ฝาก CD / MP 3 มาแจกฟรีด้วย ผู้อ่านท่านใดต้องการ CD / MP 3 ชุด เรือนธรรม แผ่นที่ 1 แสดงธรรม โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม ระหว่าง กุมภาพันธ์ ถึง กรกฎาคม 2550 ณ หอประชุมพุทธคยา ให้ตัดข้อความในกรอบนี้ ส่งมาพร้อมแสตมป์ 5 บาท และซองเปล่าขนาด 7 X 10 นิ้ว อย่าลืมจ่าหน้าซองถึงตนเองให้เรียบร้อย แล้วส่งมาที่
ธรรมะกับชีวิต หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ชั้น 4 อาคาร B บ้านพระอาทิตย์ เลขที่ 102/1 ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
|
||