วันอังคารที่ 10 มกราคม 2555 เรื่องที่ 209 ความปรุงแต่งก็จะสะดุดหยุดได้ชั่วขณะ
สรรพชีวิต มีธรรมชาติรักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น สัญชาตญาณนี้ มาพร้อมกับความเคยชินในการพยายามหาความสุขบนความทุกข์ ซึ่งหากเราไม่ฝึกดูแลตัวกูให้อยู่เป็นที่เป็นทางแล้ว เราก็มักจะไปก้าวก่ายก่อกรรมทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ เพียงเพื่อให้ตัวกูเป็นสุข พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้เขียนบทความเตือนสติเพื่อการหมุนใจให้ตรงว่า *ในเมื่อความทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่หนีไม่พ้น เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ ไม่ใช่ด้วยความอดทน แต่อยู่ด้วยสติ รู้ทันใจที่ปรุงแต่งเวลามีทุกข์กาย จนใจเป็นปกติได้ แม้กายจะทุกข์ก็ตาม นี้คือ ศิลปะการอยู่ในโลกอย่างไม่ทุกข์ โดยมิได้หลงลืมความจริงว่าชีวิตคือกองทุกข์* การมีสติรู้เท่าทันสิ่งที่มีอยู่ โดยไม่คิดนึกปรุงแต่งต่อ จะทำให้ใจไม่เป็นทุกข์ ก็สักว่ารู้ปัจจุบันในสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ เปลี่ยนความเคยชินเสียใหม่ไม่ปล่อยปละให้ใจล่องลอยไปกับความนึกคิดปรุงแต่ง มีสติรู้ตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ความปรุงแต่งก็จะสะดุดหยุดได้ชั่วขณะ หลังจากนั้น หากไม่หมั่นเจริญความรู้สึกตัวเอาไว้ ใจก็จะเผลอนึกคิดปรุงแต่งต่อไป หวนไปสู่วงจรความเคยชินเก่าๆ ดังเดิม *ความยึดมั่นสำคัญหมาย เป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ของผู้คน ทำให้เราตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งถ้อยคำและการกระทำของผู้อื่น หากคนเราไม่เอาตัวกูของกูเป็นตัวตั้ง จิตใจก็จะเปิดกว้างยอมรับความจริงที่ไม่น่าพิสมัยได้มากมาย* อย่าลืมว่า หากมีการแบ่งเขาแบ่งเราเกิดขึ้นเมื่อใด และยิ่งเราเห็นอีกฝ่ายมีความเป็นมนษย์น้อยเพียงใด ความเป็นมนุษย์ของเราก็น้อยลงเพียงนั้น ครูบาอาจารย์ท่านจึงให้กุศโลบายในการสร้างความเคยชินให้จิตน้อมอ่อนโยน รู้จักปลง รู้จักวาง โดยให้หมั่นแผ่เมตตา และ พิจารณามรณานุสติกันเสมอ เพื่อยามเมื่อเข้าสู่ภาวะคับขัน จิตจะได้ไม่กลับเข้าไปอยู่กับความเคยชินเก่า ที่วางตัวกูไว้เกะกะ บทสวดมนต์แผ่เมตตานี้ นำมาจากเว็บไซด์ของวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ลองสวดบ่อยๆ ไม่นานก็จะเห็นอานุภาพของจิตที่มีเมตตา ค่ะ *สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเทอญ *ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลที่ได้กระทำนี้ ให้แก่คุณบิดาและมารดา คุณครูบาอาจารย์ ปู่ย่าตายาย ญาติสนิทมิตรสหาย และเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย รวมทั้งท่านผู้มีพระคุณ ที่ได้ให้อาหารและปัจจัยสี่แก่ข้าพเจ้า ขอท่านผู้มีคุณทั้งหลายเหล่านั้น จงเป็นผู้มีความเจริญในธรรมของพระพุทธเจ้า คิดและหวังสิ่งใด ขอสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น จงสมความปรารถนาทุกประการเทอญ *ข้าพเจ้า ขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลาย ที่ปกปักรักษาข้าพเจ้า และเทพเจ้าทั้งหลาย ทั่วสากลพิภพ และพญายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 , พระธรณี , พระคงคา , พระเพลิง , พระพาย , เจ้าที่-เจ้าทาง , เจ้าทุ่ง-เจ้าท่า-เจ้าถ้ำ , เจ้าป่า-เจ้าเขา , เปรต , อสุรกาย , ผีสางนางไม้ , สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่เวียนว่ายตายเกิด อยู่ในวัฏสงสาร และ ณ.สถานที่แห่งนี้ ขอจงมารับกุศลผลบุญอันนี้ อันข้าพเจ้าทั้งหลายได้กระทำแล้วด้วยดี ในครั้งนี้ด้วยเทอญ *ขอผลบุญนี้ จงเป็นพลวปัจจัย ส่งผลให้ ไม่ว่าข้าจะอยู่ในที่ใด เกิดในชาติไหนๆ จงอย่าประสบ อย่าได้พบกับคำว่าไม่มี ไม่ดี ไม่ได้ ไม่สบาย ตลอดกาลเทอญ. อีกบทหนึ่งที่ควรตรึกนึกถึงบ่อยๆ เพื่อฝึกปลงให้เป็น คือ บทกลอน ปลงสังขาร ฝากไว้สวดสอนใจตนเอง จะได้ลดการดิ้นรนขวนขวายแข่งขันกันแบบสุดโต่งลงไปบ้าง บทกลอนนี้ คัดลอกเนื้อหามาจาก... หนังสือสวดมนต์-ไหว้พระ-สาธยายธรรม (แปล) |