วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2550

โรงพยาบาลพระมงกุฎ

และการฝึกใจให้ว่องไวต่อการปล่อยวาง


การกำหนดลมหายใจนี้ ไม่ใช่การควบคุมลมหายใจ

แต่เป็นการเฝ้าดูสิ่งเกิดขึ้นกับลมหายใจตามที่เป็นจริง


    ทุกๆ วันอังคารสัปดาห์แรก ของเดือน ศ.เกียรติคุณ ดร.อภิณัฏฐ์ กิติพันธุ์ ผู้ก่อตั้งชมรมบ้านชีวานุภาพ จะสละเวลามาร่วมส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมที่ ชมรมคนรู้ใจ ณ หอประชุมพุทธคยา ชั้น 22 อาคารอัมรินทร์พลาซ่า ขอยกบทถอดความคำแนะนำข้อปฏิบัต ิเมื่อวันอังคารที่ 4 กันยายน ศกนี้ มาให้มุมมองเพื่อปรับใจให้หายทุกข์ คลายความกังวล ลงบ้าง ด้วยความเข้าใจสภาพจริงของจิตใจ ให้ดีขึ้นได้ ดังนี้....

     *ในยามที่เราต้องการหาความสงบ บางคนอาจใช้วิธีการนั่งสมาธิหรือปฏิบัติกรรมฐาน แต่ก็พบว่าในขณะที่นั่งกรรมฐานนั้นจิตใจกลับฟุ้งซ่านครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งพยายามควบคุมก็ยิ่งไม่สงบ จนอาจถอดใจเลิกปฏิบัติไปเลย

     จริงๆ แล้ว จิตมีความฟุ้งซ่านเป็นธรรมชาติ เพราะในการใช้ชีวิตแต่ละวัน คนเราได้สะสมความคิดความรู้สึกต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีไว้ในจิตใจ เมื่อได้อยู่นิ่งๆ สิ่งที่สะสมไว้ก็อาจย้อนกลับมาหรือผ่านเข้ามาในความคิดมากมาย เรื่องที่คิดว่าลืมไปแล้ว บางทีกลับนึกถึงอีก มีทั้งเรื่องที่นึกถึงแล้วเพลิดเพลินมีความสุข และเรื่องที่นึกถึงแล้วทำให้ใจขุ่นมัว

     การปฏิบัติกรรมฐานนั้นเป็นการฝึกให้ใจมีสติ โดยกำหนดกรอบของการรับรู้การกระทำ เพื่อฝึกการสังเกตกายใจจนเกิดสติ คือ รู้ถึงอาการของกายและใจในปัจจุบันขณะ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ตั้งอยู่ จนกระทั่งดับไป

     ฝึกการเป็นผู้เฝ้าดู ไม่ใช่ผู้ควบคุม โดยเฝ้าดูสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดและเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วที่สุด นั่นคือ กายและใจของตนเอง บางคนอาจใช้อานาปานสติหรือการกำหนดลมหายใจควบคู่ไปด้วย ซึ่งการกำหนดลมหายใจนี้ไม่ใช่การควบคุมลมหายใจ แต่เป็นการเฝ้าดูสิ่งเกิดขึ้นกับลมหายใจตามที่เป็นจริง เพราะหากไปควบคุมก็จะไม่เห็นสภาพที่เป็นจริง ยิ่งควบคุมยิ่งอึดอัด และเมื่อไม่เห็นตามความเป็นจริงก็จะไม่สามารถละวางได้

     เมื่อเฝ้าดูให้รู้ตามสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายใจ หรือความคิดความรู้สึกต่างๆ ที่สะสมในตัวเราแล้ว ก็พิจารณาว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยใด แยกแยะให้ลึกให้ละเอียดจนถึงต้นตอที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยฝึกสัมปชัญญะหรือความเข้าใจอย่างชัดเจน จากนั้นจึงค่อยคลายออกจากความรู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นตัวเรา เป็นของเรา หรือเราเป็นสิ่งนั้น ละวางไม่ปล่อยใจให้คิดหรือรู้สึกติดตามต่อไปอีก รวมทั้งละวางความมุ่งมาดปรารถนาต่างๆ แม้แต่ความปรารถนาความสงบจากกรรมฐานก็ตาม เพราะถ้าใจไม่มีเหตุกระตุ้นให้ขุ่นมัวเร่าร้อน สิ่งที่ฟุ้งอยู่ในใจก็จะสงบลงเอง และความสงบจึงจะเกิดขึ้น

     บางคน อาจปฏิบัติกรรมฐานจนรู้สึกสงบได้จริง แต่อาจเพลิดเพลินกับความสงบนั้นจนหลุดไปจากปัจจุบัน ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน หรือเมื่อมีสิ่งที่มากระทบจนเสียความสงบนั้นไปก็จะรู้สึกไม่พอใจหรือตกใจ ซึ่งเป็นผลจากการเพลิดเพลินในอารมณ์เดียว พอต้องพรากจากอารมณ์นั้นจึงเกิดการกระทบกระเทือน ก็ถือว่าขาดสติ

     แต่การมีสติรู้ตัวอย่างเดียวก็ไม่ช่วยทำให้ใจสะอาด ตัวอย่างเช่น การที่เรามีความโลภอยากได้บางสิ่งบางอย่างมากๆ เราก็รู้สึกตัวจดจ่อตลอดเวลาว่าอยากได้ อย่างนี้เป็นมิจฉาสติ

     ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีศีลมากำกับด้วย จะได้ช่วยนำใจไม่ให้หลงทาง และสามารถปล่อยวางความคิด ความรู้สึก ที่มาครอบครอง ให้เราเชื่อว่าเป็นตัวเราของเราไปเสีย

     หากเราไม่ได้ฝึกใจเอาไว้ พอมีอะไรมากระทบ ใจจะไม่ไวพอที่จะละวางความรู้สึกต่างๆ แต่จะเก็บสะสมไว้ รวมทั้งกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง ที่จะกลายเป็นกิเลสที่ละเอียดขึ้น รุนแรงขึ้นคอยเผาผลาญใจตนเองหรือถึงขั้นมาควบคุมความคิดและการกระทำ เมื่อขาดสติและไม่มีศีลมาควบคุม ก็จะถูกปลดปล่อยออกมาทางคำพูดและการกระทำที่เป็นอกุศล สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นได้ *

     สำหรับผู้เคยสะสมชั่วโมงของการฝึกใจกันมาบ้าง ย่อมมีอำนาจใจในการยับยั้งและปล่อยวางได้สูงกว่าผู้ที่ยังเป็นมือใหม่ ก็ขอเอาใจช่วยทุกท่านในการเก็บแต้มสะสมให้ใจตนเองนะคะ

     ทั้งขอขอบคุณและอนุโมทนาบุญกับ คุณกนกภรณ์ ธนสารอักษร สำหรับหนังสือหลักรัก โดย ชยสาโรภิกขุ จำนวน 300 เล่ม และ กลุ่มโพธิสรณะ สำหรับหนังสือพุทธฤทธิ์ พิชิตมาร บทสวดมนต์พร้อมภาพการ์ตูนสีสวย จำนวน 4000 เล่ม ที่ตั้งใจส่งมาสมทบกองทุนบุญกุศลเพื่อร่วมสร้างคุณความดีถวายในหลวงกันในปีนี้

     แหละเมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมาคุณเนาวรัตน์ แก้ววงศ์ หนึ่งในเครือข่าโครงการเติมใจให้กัน ก็ได้นำหนังสือธรรมะจำนวน 8 ปกๆ ละ 200 เล่ม รวม 1600 เล่มไปมอบให้โรงพยาบาลพระมงกุฎ โดยผ่านท่านรองผู้อำนวยการ พันเอกสถิตย์เรืองดิลกรัตน์ เรียบร้อยแล้ว

    หนังสือทั้ง 8 ปก คือ หนังสือสวดมนต์ทำวัตรฯ/อัตประวัติ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี โดย ห้องหนังสือเรือนธรรม/หนึ่งทศวรรษวัดอภัยคีรี โดยพระอาจารย์ปสันโนภิกข/ุทางสายปัญญา โดย ปสันโนภิกขุ สนพ.ปาปิรุสฯ/เราเกิดมาทำไม โดย พระอาจารย์มิซูโอะคเวสโก มูลนิธิมายาโคตมี/กายเจ็บ แต่ใจอย่าเจ็บ โดยดร.วรภัทร ภู่เจริญ สนพ.อริยชน จำกัด/อยู่เป็น เจ็บเป็น ตายเป็น โดย สุภาพร พงศ์พฤกษ์สนพ.แปลน และ ตามรอยพ่อ โดย จุ๋มจะริง ชมรมกัลยาณธรรม

     ท่านผู้อ่านสามารถส่งหนังสือธรรมะดีๆไปให้เป็นเมนูอาหารใจจานเสริมได้โดยตรงโดยติดต่อประสานงานกับ พันตรีหญิง วรนุช สุริยจันทร์ ศูนย์บรืหารงานส่งเสริมคุณภาพชีวต โรงพยาบาลพระมกุฏ เลขที่315 ถนนราชวิถี ราชเทวี กทม.10100โทรศัพท์และโทรสาร 0-2354-9023

     ขออนุโมทนาบุญ ค่ะ