วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2550

บุญ จากเสียงขลุ่ยแห่งขุนเขา

สู่ช่องว่างหว่างเม็ดเซลล์


ผู้เห็นอุปสรรคว่าเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์

ไม่ย่อท้อ ใจง่าย ยอมอ่อนข้อให้กิเลส

ย่อมมีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ทรงธรรมกันทุกคน

 


     ช่วงบ่ายจรดค่ำของวันที่อากาศปลอดโปร่ง พระอาจารย์พิพัฒน์ กาวฑฺฒโน และ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ได้นำทีมงานรายการธรรมะจัดสรร สัญจรจากสถานีวิทยุสังฆทานธรรม FM 89.25 MHz . ไปบันทึกเทปการสนทนาธรรมกับ พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส ณ สถานที่สัปปายะต่อการปลีกวิเวกริมคลองพระอุดม แถบจังหวัดนนทบุรี

     ทีมงานฯ ได้รับการต้อนรับครบถ้วนด้วยหลัก 4 ประการของการเผยแผ่ธรรม ตามแบบฉบับของพระอาจารย์อำนาจ โอภาโส ที่ในธรรมจักรปัจจุบันยอมรับว่า ท่านเป็นพระธรรมกถึกผู้โดดเด่นและอินเทรนในการสื่อเสนอ ความจริงด้วยศิลปะ ภาษาสวย และบทกวี อย่างมีสีสันสุนทรีย์

     แต่กว่าจะมาเป็น พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส ในวันนี้ ชีวิตของท่านได้ล่องผ่านลำธารอันเก่าแก่ของขันธ์ 5 มาอย่างผู้พยายามฝึกตนให้ดำรงอยู่อย่างไม่เอา แต่ไม่หนี เพียรเพื่อขจัดความเป็นเรา ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ในตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ว่า ขณะใดใจเผลอ มีเราขึ้นมาเมื่อไหร่ ความจัญไรก็จะประจักษ์ชัดขึ้นมาทันที

     แม้สาธุชนผู้สนใจจะพอหาอ่านข้อมูลประวัติท่านได้จาก www.pasornkaew.com แต่พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ก็มีลีลาในการเลียบเคียง ถามถึงแนวลึกด้านในของความนึกคิดที่ตกผลึกมาจากการตำเม็ดพริกไทยด้วยครกหิน เมื่อสมัยที่ศรัทธาทำให้มีจุดเริ่มต้นและความเชื่อทำให้มีเป้าหมาย จนสบโอกาสได้เรียนรู้ธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หนึ่งในบูรพาจารย์องค์สำคัญที่ท่านนับถือ

     ท่านได้ถ่ายทอดบันทึกอัตโนมัติที่เก็บเป็น Collection ส่วนตัว ได้น่าฟังอย่างไม่รู้สึกเบื่อ ว่า โดยภาพรวมก็มีทั้งเรื่องหมองและสดใส สลับฉากกันไปตามธรรมดาโลก พร้อมฝากแง่คิดที่ควรจดจำไว้หลายตอน เช่น...

 

     *การสัปยุตต์กันของละครตอนขันธ์ 5 สืบเนื่องมาจากเหตุปัจจัย ผลักดันให้ไหลไปตามกระแส สะท้อนออกมาเป็นฉากแห่งวิบากซึ่งมีกรรมกำกับอยู่เบื้องหลัง ต่างคนต่างก็ต้องเล่นบทบาทของตนไปตามวารเวลาและจังหวะแห่งเพลงชีวิต ซึ่งมีลีลาขึ้นลงเหมือนใบไม้ล่วงที่ไหลสู่กระแสธาร ยากจะคาดเดาได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นบนสายน้ำข้างหน้า แต่ไม่ว่าชีวิตจะอยู่ในภาวะมืดมนหรือสว่างจ้า ล้วนมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ เพราะในความสว่าง มิใช่จะเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างได้เสมอไป อย่างน้อยที่เห็นๆ..ความสว่างก็ได้ปกปิดสิ่งอันงดงามที่มีอยู่ในความมืดเอาไว้..

     *แม้ว่าขณะนี้ จะมีเหตุปัจจัยใดส่งเสริมให้เรือชีวิตไหลล่อง เราก็ต้องพยายามหาวิธีทำให้กระแสธารที่กำลังไหลผ่านไปนั้น เกิดเป็นประโยชน์สร้างสรรค์ต่อมวลชนให้จงได้ *ยามใด ที่เราเป็นผู้ให้ แล้วถูกกล่าวหาว่า โง่ ก็จงภูมิใจเถอะว่า คนโง่กับคนดี นั่นคือคนๆ เดียวกัน

     *แหละในยามที่ชีวิตอยู่ในช่วงฤดูกาลแห่งดอกไม้บาน ย่อมห้ามความหอมหวนไว้ไม่ได้ แต่อย่าลืมเตือนตนเองนะว่า..ใครล่ะ เป็นเจ้าของความหอมนั้น..แม้ดอกไม้ก็ไม่ใช่เจ้าของ แล้วความหอมจะเป็นของคนผู้กล่าวอ้างได้อย่างไร ?

     *บ่อยครั้ง เรามักจะได้ยินคำถามที่ทึกทักเอาว่า.. ชีวิตจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนกันทุกวันไหม ? ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ซ่อนความกลัวหรือความคาดหวังไว้หลังม่าน

     แต่ทุกคนจะได้ความจริงเป็นคำตอบเสมอว่า..ไม่หรอก.. ชีวิตจะไม่เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ทุกวี่วัน เพราะภายใต้กฎของความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ และไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาสิ่งใดได้ ทุกสิ่งล้วนเป็นปฏิกิริยาแห่งมายากล เริ่มจากความไม่มีอะไรไปจบลงที่ความไม่เหลืออะไรเลย

     เมื่อเปิดวงสนทนา พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส ได้กล่าวทักทายทีมงานธรรมะจัดสรร-สัญจร ด้วยบทกลอน จาก..เสียงขลุ่ยแห่งขุนเขา สู่..ช่องว่างหว่างเม็ดเซลล์

     เมื่อถึงตอนปิดฉากย่อยของละครแห่งขันธ์ 5 ลงชั่วคราว ทีมงานฯ ทุกคนได้บทสรุปเป็นธรรมะตกผลึกอยู่ภายในใจแต่ละคน นำไปเป็นต้นทุนปรุงต่อ แตกต่างอ่อนแก่ตามเกลียวแห่งกรรม

     ค่ะ ! ผู้เห็นอุปสรรคว่าเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ และไม่ใจง่าย ย่อท้อ อ่อนข้อให้กิเลส ย่อมมีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ทรงธรรมกันทุกคน..ไม่ว่าปัจจุบันนี้ เราจะเป็นพระหรือเป็นโยม ใช่หรือไม่ ?

     ขอเชิญร่วมฟังคำตอบได้ในวันอังคารที่ 30 ตุลาคม 2550 เวลา 18.00-21.00 น. ณ หอประชุมพุทธคยา ชั้น 22 อมรินทร์พลาซ่า พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล จะนำทีมธรรมะจัดสรร-สัญจร มาเปิดวงสนทนากันในหัวข้อ ประสบการณ์ภาวนาและการบริหารกรรม

     ผู้ที่ติดใจน้ำเสียงของคุณนวพร สุปิงคลัด Creative สาวมือ Pro คนใหม่ พบตัวจริงของเธอ พร้อมคุณกัญญ์ษญาณ์ อินทเจริญศานต์ และรับ CD / MP 3 จิตคือพุทธะกับวิมุตติมรรค และ CD / MP 3 ที่ระลึกจากรายการธรรมะจัดสรร ได้ฟรี ค่ะ

 

 

-------------------------------------------------------------

 

 

 

หุบเหว ..คือเสียงขลุ่ย.. แห่งขุนเขามีลมเข้า..ไหลออก .. ตามหลืบผา

เปลี่ยนรูปทรง ช่องว่าง หว่างศิลาบีบเข้ามา ยิ่งหวีดร้อง ก้องกังวาล

 

แต่ช่องว่าง หว่างเม็ดเซลล์ ยิ่งกว่านั้น

กว่าเสียงขลุ่ย หลายล้านพัน ผสมผสาน

เปลี่ยนรูปทรง เปลี่ยนช่องว่าง พิสดาร

เป็นสังขาร ตระกรานตา มายากล

 

ในช่องว่าง หว่างเขา ผ่านหลืบถ้ำช่องเงื้อมง้ำ ถ้ำร้อนเย็น เป็นฉงน

ผ่านหินร้อน ช่องก็ร้อน ในบัดดลผ่านสายชล ช่องก็เย็น เป็นธรรมดา

 

เพียงแต่ว่า ในช่องว่าง หว่างเม็ดเซลล์มีร้อนเย็น อ่อนแข็ง เล่นซ่อนหา

ระเหยผ่าน ช่องว่าง ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ รับรู้ไป มายากล

 

เหมือนเสียงสะท้อน ก้องหุบเขา ราวเสียงขลุ่ย

ปลิวร่ายรุ่ย ดุจความจำ ปรุงสังขาร

เสียงสะท้อน ในช่องเซลล์ ก้องกว่านาน

ปรุงสังขาร จากความจำ ล้ำบรรยาย

 

 

เสียงดังก้อง ปฏิกิริยา ดุจฟ้าร้องร้อนเย็นต้อง กระทบกัน ผ่าเป็นสาย

เป็นพลังงาน ที่เคลื่อนไหว ไม่มีใครแล้วสายฟ้า ในร่างกาย เป็นใครกัน

 

ความไม่รู้ ไปยึดปฏิกิริยา ในนามรูปลองคลำลูบ มือถูกกัน ไม่เห็นฉัน

เพราะกระทบ บรรจบรู้ ในฉับพลันยกมือผ่าน รับรู้กลาย สลายไป

 

ตั้งมั่นอยู่ กับรู้ ดูสังเกตรูป - นามเหตุ อัศจรรย์ ผันหลากหลาย

รูปภายนอก ภายใน ไม่มีใครช่องเล็กใหญ่ ภายในนอก ล้วนหลอกลวง

 

 

นามเดิม.. ไม่มีอะไรอยู่ในนั้น.. แต่เก่าก่อน

เหมือนละคร ตอนขันธ์ห้า พาหลุดร่วง

ช่องว่างเดิม ก่อนเติมรู้ ดูลวงๆ

ผ่านภาพลวง ล่วงรู้ สู่นามเดิม