![]() |
||
|---|---|---|
| |
||
| วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ทางพ้นทุกข์ ตามรู้ ดูจิต ถ้าเรายังอยู่ในโลกของความคิด ไม่ว่าจะคิดลึกซึ้งขนาดไหน ก็เรียกว่ายังเป็นวิญญาณพเนจรยังเป็นคนไม่มีบ้าน .... ส่ำสัตว์ทั้ง 3 ภพ ตั้งแต่วันแรกเกิด จวบจนวันตาย ลาจากกันชั่วคราวในแต่ละชาติต่างมีเรื่องทุกข์กวนใจให้ร้องไห้เสียน้ำตากันนับครั้งไม่ถ้วน หากนำปริมาณน้ำมารวมกันคงได้มากล้น ดั่งมหาสมุทรที่ไม่มีวันเหือดแห้ง หากท่านผู้อ่าน เป็นผู้หนึ่งที่กำลังหาทางพ้นทุกข์อย่างถาวร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสบอกวิธีปฏิบัติไว้ให้แล้ว ทั้งนี้ อาจารย์สุภีร์ ทุมทอง ผู้จบการศึกษาเปรียญธรรม 4 ประโยค และประกาศนียบัตรบาลีใหญ่ จากวัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นอาจารย์สอนพิเศษปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 และ 4 วิชาพระอภิธรรมปิฏก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาลีศึกษาพุทธโฆส จังหวัดนครปฐม และเป็นหนึ่งในวิทยากรบรรยายธรรมทุกวันอังคารสัปดาห์ที่สองของเดือน ให้กับชมรมคนรู้ใจ ณ หอประชุมพุทธคยา ชั้น 22 อัมรินทร์พลาซ่า ตลอดจนโครงการผู้จัดการสุขภาพ และ ASTV กับอื่นๆ อีกมากมายทั่วหล้า ได้นำคำสอนตามแนวสติปัฏฐาน 4 ของพระพุทธเจ้ามาอธิบายให้เข้าใจง่าย โดยแนะวิธีปฏิบัติแบบธรรมดา ธรรมชาติ ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ทางพ้นทุกข์ เล่มนี้ ้ถอดเทปมาจากคำบรรยายที่แสดงให้พระภิกษุสงฆ์และฆราวาสกลุ่มหนึ่งฟัง ในโอกาสที่ได้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดพระธาตุโกฏิแก้ว จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 20-25 ตุลาคม 2549 ทั้งหมดมี 10 ตอน ทุกตอนเน้นการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเริ่มต้นอ่านตอนใด ก็จะได้ใจความ นำไปปฏิบัติได้จริงทั้งสิ้น โดยในบทสุดท้ายได้นำมหาสติปัฏฐานสูตร มาแสดงเป็นภาคผนวกด้วย ตัวอย่างบทพิจารณาในแต่ละตอน เช่น สติ ผู้รู้ ผู้ถูกรู้/เพียร/เป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือพระนิพพาน/จิตอยู่บ้าน ปลอดภัย/เห็นความคิด ดับความทุกข์/ลำดับญาณ/ขยันรู้สึกตัว/สติปัฏฐานจากพระไตรปิฏก/สามัญญผลสูตร เป็นต้น คณะผู้จัดทำเป็นธรรมทาน มีความตั้งใจดีต่อเพื่อนร่วมทุกข์ ปรารถนาจะเกื้อกูลให้ได้เข้าใจพื้นฐานของชีวิตซึ่งมีอยู่สองสาย คือ สายหนึ่งทำให้เกิดทุกข์อีกสายหนึ่งทำให้หมดทุกข์ แม้ว่า เมื่อเรายังปฏิบัติไม่ได้ จะมีความรู้สึกว่า หัวข้อธรรมะนี่มีมาก ต้องเรียนเยอะ แต่พอปฏิบัติแล้ว จะกลายเป็นว่า สภาวธรรมต่างๆ นั่นแหละที่คอยรักษาเราไว้ หิริบ้าง โอตตัปปะบ้าง ความรู้สึกที่ดีงาม เมตตา กรุณา ที่มากับสตินี้ จะคอยรักษาเราไม่ให้ทำผิดพลาด แต่เราควรต้องตั้งเป้าหมายของชีวิตไว้ด้วยการอธิษฐานเพื่อที่จะทำ ไม่ใช่เพื่อที่จะเอาอะไร ขยันสร้างเหตุโดยมีคำอธิษฐานเป็นแกนใจ ยามใดที่เจออุปสรรคจะได้ไม่ย่อท้อ ผู้ มีเป้าหมาย เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ปรารถนาพระนิพพานตั้งใจลงมือปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะทำอะไร ก็สอดคล้องกับการเข้าถึงการหลุดพ้นจากสิ่งครอบงำ ความยึดถือทั้งหลาย หรือคือการหลุดพ้นจากความคิดนั่นเอง เพราะความยึดมั่นถือมั่นก็ดี กิเลสต่างๆ ก็ดี จะเข้ามากับความคิด ดังนั้น ถ้าเรายังอยู่ในโลกของความคิด ไม่ว่าจะคิดลึกซึ้งขนาดไหน ก็เรียกว่ายังเป็นวิญญาณพเนจรยังเป็นคนไม่มีบ้าน.... แต่หากใคร สามารถดูจิตได้ ดูแล้วไม่เข้าไปในความคิด ไม่ถูกความคิดลากไป เท่าทันความคิด จิตใจของตัวเองได้ ก็จะเข้าใจจิตใจของตนเองอย่างแจ่มแจ้ง ชื่อว่ารู้จักตนเอง การเห็นต้นตอของความคิด คือต้นทางของการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ หากปฏิบัติต่อเนื่อง จากการที่เราเฝ้าดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิด ผู้รู้ ขึ้นมา ชื่อว่าจิตมีสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิจริงๆ เกิดการแยกออกระหว่าง ผู้รู้ และ ผู้ถูกรู้ นี้ เป็นความตั้งมั่น มีสมาธิ ไม่กระโจนเข้าไปจับอารมณ์ พระไตรปิฏกนั้นท่านอุปมาเหมือนแม่น้ำในมหาสมุทรทั้งหมด เป็นปัญญาของพระผู้มีพระภาค สำหรับพระอาจารย์ผู้รจนาคำอธิบายคัมภีร์ภายหลัง ท่านอุปมาตัวท่านเองเหมือนกับน้ำลอดรูเข็ม พวกเราไม่ได้รจนาคัมภีร์อะไร จะเป็นอะไรดี.... วันนี้ ผู้เขียนจึงขอทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมใจให้กับกลุ่มกัลยาณมิตรผู้เพียรฝึกสติมาพอสมควร เริ่มมีความรู้สึกว่าจิตมีศีล มีความอ่อนโยน และเห็นใจผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาความเห็นตัวเองเป็นใหญ่ มีความนุ่มนวล มีความเอ็นดูต่อสัตว์ทั้งหลาย จึงตั้งใจช่วยกันจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ จำนวน 5000 เล่ม เพื่อแจกเป็นธรรมทานแด่ผู้มีเป้าหมายในการพัฒนาชีวิตให้เป็นสุข ขอเพียงผู้สนใจส่งซองแข็งสีน้ำตาล จ่าหน้าซองถึงตนเองให้เรียบร้อย พร้อมแนบแสตมป์มูลค่า 20 บาทมาด้วย หนังสือ 235 หน้า ก็จะส่งถึงบ้านท่าน เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติอย่างอบอุ่น ขอเชิญร่วมตามรู้...ดูจิต เพื่อพัฒนาชีวิตบนเส้นทางอันเรียบง่าย ร่มเย็น และเป็นสุข โดยเขียนจดหมายแสดงความจำนงค์ส่งถึงหนึ่งในคณะผู้จัดทำเพื่อเป็นอาจริยบูชา
|
||