วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม 2550

เหนือความตาย...จากวิกฤตสู่โอกาส


“ โลกนี้ไม่มีสิ่งที่น่ากลัว มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ”

เมื่อเข้าใจในความตายแล้ว ก็จะเห็นว่า

“ ความตายไม่น่ากลัวเท่าความกลัวตาย ”


     เมื่อวันอังคารที่ 16 ตุลาคม 2550 ถอยหลังไปประมาณ 50 วัน พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาส วัดป่าสุคะโต ที่มักเลือกจำพรรษาอยู่ที่วัดป่ามหาวัน บ้านตาดรินทอง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เพื่อรักษาป่ากว่า 3500 ไร่ ควบคู่กับการทำงานและปฏิบัติธรรม เมตตารับกิจนิมนต์ มาแสดงธรรมเรื่อง เหนือความตาย..จากวิกฤตสู่โอกาส เพื่ออนุเคราะห์ให้สมาชิกชมรมคนรู้ใจฟัง สรุปความตามที่ท่านกล่าวว่า ..

     *ความตาย ดูจะเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุดสิ่งหนึ่งท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งหลายในโลก แต่ในความแน่นอนของความตายที่ทุกคนต้องตายนั้น ก็มีความไม่แน่นอนอยู่ด้วย คือ เราไม่อาจรู้ได้ว่าตนเองจะตายเมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร

     สำหรับคนส่วนใหญ่ที่เคยชินกับการวางแผนกะเกณฑ์สิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายเพื่อความแน่นอน เมื่อไม่สามารถกำหนดความตายของตัวเองได้ ความตายจึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ใจหวั่นไหว เป็นสิ่งลึกลับน่าหวาดกลัว ไม่น่านึกถึง

     เมื่อไม่กล้านึกถึง จึงประมาทในการใช้ชีวิต ปล่อยให้วิถีกรรมนำไปสู่การ “ ลืมตาย ” และ “ หลงตาย ” คือ ตายอย่างไม่มีสติ ทุรนทุราย กระสับกระส่าย

     จึงขอฝากคติข้อคิดบางประการเกี่ยวกับความตายไว้ว่า เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำความรู้จัก ดังที่มีคำกล่าวว่า “ โลกนี้ไม่มีสิ่งที่น่ากลัว มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ” เพราะเมื่อเข้าใจก็เหมือนมีแสงสว่างสาดส่องให้เห็นสิ่งนั้นได้ชัดเจน ทำให้ความน่ากลัวและความลี้ลับของสิ่งนั้นหายไป

     เมื่อเข้าใจในความตายแล้ว ก็จะเห็นว่า ความตายไม่น่ากลัวเท่าความกลัวตาย เพราะคนปกติเกิดมาชาติหนึ่งตายแค่ครั้งเดียว แต่หากกลัวความตาย เท่ากับต้องตายหลายครั้ง เพราะความกลัวตายสามารถติดตามคุกคามเราไปได้ตลอด เหมือนต้องตายครั้งแล้วครั้งเล่า

     เช่นเดียวกับความทุกข์จากความตาย เมื่อคนที่เรารักหรือผูกพัน มาตายจากไป เราก็เศร้าเสียใจเป็นทุกข์เหมือนหัวใจสลาย หากไม่เข้าใจว่าในชีวิตอาจมีการพลัดพรากสูญเสียเช่นนี้หรือยิ่งกว่านี้อีกหลายครั้ง เราก็จะหัวใจสลายทุกครั้งไป เป็นทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     ในเมื่อไม่มีใครรู้ว่าความตายคอยเราอยู่ที่ไหน ดังนั้นเราจึงควรมีชีวิตอยู่โดยพร้อมที่จะเผชิญกับความตาย หมั่นฝึกซ้อมจนพร้อมเผชิญหน้ากับความตายได้ทุกกรณี เมื่อใดทำใจเช่นนี้ได้ เมื่อนั้นความตายก็จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป

     การเข้าใจความตายนั้นคือ เห็นว่าความตายเป็นธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดกับทุกคนโดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือกำหนดได้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ความตายจะเป็นวิกฤตของร่างกายที่ต้องแตกดับและสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป แต่ก็เป็นโอกาสของจิตวิญญาณที่จะได้เรียนรู้ที่จะละวางสิ่งที่เคยมี เคยรัก เคยผูกพัน รวมทั้งสิ่งที่ทิ่มแทงใจ เช่น ความทุกข์ โกรธ เกลียด น้อยเนื้อต่ำใจ ฯลฯ ซึ่งจะกลายเป็นสิ่งเล็กน้อยจนเทียบไม่ได้กับความตาย

     แม้เราจะหนีความตายไม่พ้น แต่เราสามารถฝึกใจให้ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับความตายได้ ดังเช่น ในพุทธประวัติ พระสาวกหลายท่านก็บรรลุธรรมขั้นสูงได้ในยามเจ็บป่วยหรือในวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะสามารถทำให้ใจสงบสว่างจนถึงขั้นหลุดพ้นได้

    เมื่อตระหนักถึงความตายว่า จะต้องเกิดกับเราอย่างแน่นอน เมื่อใดก็ได้ ก็ควรถามตัวเองด้วยว่าเราพร้อมจะเผชิญกับความตายหรือยัง ? เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่และดีที่สุดหรือยัง ? ได้ทำความดีคุ้มค่ากับที่ได้เกิดมาหรือยัง ? ได้ฝึกจิตใจมากพอที่จะเผชิญความตายหรือยัง ?

     การเจริญมรณสติหรือการระลึกถึงความตายอยู่เสมอแม้ในยามที่ยังสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกตินั้น ไม่ใช่เพื่อให้ใจเกิดความหดหู่เศร้าหมอง แต่เป็น การฝึกใจให้พร้อมปล่อยวางทั้งสิ่งที่พอใจและไม่พอใจ เพื่อเผชิญกับความตายอย่างสงบและเป็นสุข อีกทั้งยังทำให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างโปร่งเบา ไม่ประมาท มีคุณค่ามีความหมาย กระตือรือร้นทำสิ่งที่ควรทำ เช่น การดูแลครอบครัว การทำความดี และการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการไขว่คว้าสะสมทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง หรือการเที่ยวเตร่สนุกสนานไปวันๆ

     ความตายเป็นครูที่ดุ คอยเคี่ยวเข็ญไม่ให้เราประมาทและหลงมัวเมาในหลุมพรางต่างๆ ของโลกและชีวิต เราจึงควรระลึกถึงความตายอยู่เสมอทุกลมหายใจ เช่น เมื่อเดินทางก็เตือนใจตนเองว่าหากนี่เป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย เราจะทำใจอย่างไร หากภัยพิบัติต่างๆ เกิดกับคนใกล้ตัวเราหรือตัวเราเอง เราพร้อมหรือยังและจะทำใจอย่างไร เวลาไปเยี่ยมคนป่วยหรือไปงานศพก็ถามตนเองว่าถ้าต่อไปเราต้องเป็นอย่างเขา แล้วเราพร้อมเผชิญกับมันหรือยัง ? หากเราต้องจากพ่อแม่ ลูก ญาติมิตร เราพร้อมหรือยัง ? เราได้ดูแลเขาอย่างดีที่สุดหรือยัง ?

     เมื่อต้องสูญเสียคนที่รักหรือทรัพย์สมบัติ ก็ให้คิดว่าเป็นสัญญาณเตือนและบททดสอบถึงการพลัดพรากสูญเสียที่อาจร้ายแรงกว่านี้ในอนาคต ถือเป็นเทวทูตให้เราเห็นสัจธรรมของความไม่เที่ยงแท้

     การเจริญมรณสติ จึงเป็นการฝึกตายก่อนตาย คือตายจากกิเลส ความยึดถือในตัวตน รวมทั้งความห่วงกังวลต่างๆ เมื่อถึงเวลาที่ต้องตายจริงๆ ก็จะเป็นโอกาสให้เราใช้ทุกสิ่งที่ได้ฝึกฝนจิตใจมาเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ความตายจึงไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาสและเป็นพลังในการที่เราจะพัฒนาตนเองให้อยู่เหนือความตายนั่นเอง*

     ของขวัญผูกโบว์ให้กล้าเผชิญหน้ากับความจริงอีกชื้นหนึ่งที่เราเตรียมมอบให้ก่อนสิ้นปี ในวันอังคารที่ 11 ธันวาคม 2550 นี้ ณ หอประชุมพุทธคยา ชั้น 22 อัมรินทร์พลาซ่า คือ ปรากฏการณ์สอนใจจากชีวิตจริง เรื่อง ความตายใกล้นิดเดียว โดย พระอาจารย์พิพัฒน์ ปวฑฺฒโน ผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ผู้บริหารฝ่ายรายการ และ คุณนวพร สุปิงคลัด อาสาสมัครฝ่ายผลิตรายการ จากสถานีวิทยุสังฆทานธรรม FM 89.25 Mhz . คลื่นขาวจากชาวพุทธ ผู้สละเวลามาร่วมจับเข่าคุยกันแบบคนกันเองในครอบครัวค่ะ


แล้วพบกันนะคะ......

 

 

 

  

website statistics