วันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2551

รู้ไม่เที่ยง ก็ไม่ทุกข์


การทำทานด้วยใจที่มีศึลกำกับ
คือ ต้องให้ใจรู้จักสละคลาย จากความตระหนี่ที่รัดไว้
สละคืน จากสิ่งที่เขาให้เรายืมใช้ชั่วคราว



     เกือบ 10 ปี มาแล้ว ที่ผู้เขียนลาโรงจากงานทางโลก อาสามาทำเป็นธรรมโฆษณ์ ด้วยความมุ่งมั่น แม้บางทีจะท้อ ไม่ใช่ใจไม่สู้ แต่กายซิมันไม่ทน ยังดีที่มีผู้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยที่ได้ทุ่มเทอย่างจริงจังให้ศาสนา จึงสนับสนุนช่วยก่อรูปสร้างเรือนให้ ในอาณาจักรเว็บไซต์ช่วยขยับฐานการเผยแผ่ธรรมให้กว้างไกล รวดเร็ว และชัดเจนยิ่งขึ้น แม้จะยังเป็นเพียงเรือนหลังเล็ก ที่อาศัยต่างชาติอยู่  แต่จากข้อมูลไม่ลับของ คุณเฉลิมพันธุ์ สมัครพันธุ์ เว็บมาสเตอร์ ที่บอกให้รู้ ทำให้ใจเรายิ้ม คือ มีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์วันละหลายร้อยทีเดียว รู้สึกชื่นใจหายเหนื่อยค่ะ

     ขอขอบคุณผู้ที่ทั้งลุ้นและเร่ง ใช้ลีลาสลับทั้งปลอบทั้งขู่ให้รับ-ส่งอีเมล์เองให้เป็น ไม่ต้องคอยอาศัยไหว้วานคนอื่น แต่กว่าจะทำเองเป็น ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอเหมือนกันนะคะ ก็แหม! แม้ว่าจะไม่ยาก (เท่าไหร่) แต่ร่างกายมันล้าค่ะ กว่าจะกลับถึงบ้านแต่ละคืน ก็หมดแรงข้าวสวยแล้ว กายหยาบของมนุษย์เราก็อย่างนี้แหละ มันมีขีดจำกัด แม้บางวันใจจะบอกว่ายังไหว แต่กายมันไม่เอาด้วยค่ะ

    เปิดปากทาง.. อ้อนขอความเห็นใจกันก่อน หากสนใจ ลองเข้าไปเยี่ยมชม www.dhamaforlife.com กันบ้างนะคะ มีเรื่องติชมอย่างไรก็เก็บไว้ในใจก่อน เพราะยังไม่ได้ตัดริบบิ้นเป็นทางการค่ะ

     กลับมาเรื่องบทความ วันนี้ได้คัดย่อข้อธรรม จากคำบรรยายส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ ศ.เกียรติคุณ ดร.อภิณัฏฐ์ กิติพันธุ์ กล่าวไว้ ณ ชมรมคนรู้ใจ เมื่อวันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2550 มาให้อ่าน ดังนี้

     *ช่วงเฉลิมฉลองตามปฏิทินสากล เวลาของชาวโลก เรามักมีงานเลี้ยงสังสรรค์รื่นเริง รื่นรมย์เพื่อให้ลืมความแก่ แลความตายที่จะมาถึง ให้ลืมความป่วยที่กำลังจะมาเยือน ก็ให้รื่นเริงกันไป ยิ่งเราเพลิน เราใส่ใจไปกับความบันเทิงมากเท่าไร ความทุกข์มันจะทบทวีมากขึ้นเท่านั้น ลองสังเกตดูดีๆ ยิ่งไปเที่ยวสนุกสนานมากเท่าไหร่ พอหมดเวลาเช่นนั้นเมื่อไหร่ เราจะรู้สึกอึดอัด หากได้ไปเดินตามเพื่อน พอหมดเพื่อนเมื่อไหร่ ก็จะว้าเหว่ มันจะตรงข้ามกันทันที

      เพราะฉะนั้น ทุกสิ้นปี ลองมาทบทวนดูให้ดีว่าใน 365 วันที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรให้ใจเราพัฒนากันบ้าง เป็นไปอย่างที่เคยตั้งใจไว้บ้างหรือเปล่า ? คนเรา มันพัฒนาได้แค่ใจเท่านั้น อย่างอื่นพัฒนา ่ไดจำกัด แม้จะเป็นนักกรีฑา หรือคนธรรมดาที่เคยวิ่งมาตั้งแต่เด็ก พออายุ 60 ก็แก่เหมือนกัน กล้ามเนื้อลีบเหมือนกัน ดีไม่ดีต้องนั่งรถเข็นก่อนคนที่ไม่ได้วิ่งด้วยซ้ำ หรือจะเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งกาจที่สุด พอแก่ตัวลงก็ว่ายไม่ได้เหมือนกัน

     จะเห็นได้ว่า เราพัฒนากายกันได้มากสูงสุดเพียงเท่านี้ มีอายุจำกัด พอสังขารเสื่อมก็ทำอะไรไม่ได้ แม้แค่ยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม คนแก่จริงๆ ก็ยังยกไม่ขึ้น มือสั่นน้ำกระฉอก ต้องใช้หลอดดูดช่วยตรงกันข้ามกับใจ ไม่ว่าอายุจะเท่าไหร่ ก็สามารถพัฒนาได้ ตายแล้วก็ยังพัฒนาต่อไปได้อีก

      ทีนี้ ถ้ามนุษย์ไม่เข้าใจศักยภาพของตัวเองอย่างถูกต้องก็จะพัฒนาไขว้เขว แต่ถ้าเข้าใจถูกเป้าก็จะได้พัฒนา ตรงจุด หันมาสนใจปฏิบัติธรรมทำใจ ลด ละ เลิก ไม่เก็บกินกอบโกยมากมาย ให้เสียเวลาเพราะจะรู้สึกว่า ทุกสิ่งที่ทำมาทั้งหมด แม้จะรวยแค่ไหนในแต่ละชาติที่ผ่านๆ มา แค่สลึงเดียวก็เอาติดมือเป็น Pocket Money ข้ามชาติไปด้วยไม่ได้ สมบัติพัสถานทั้งหลายอันเราเรียกว่า โภคทรัพย์ทรัพย์อันทำให้กายอยู่ได้สบายขึ้น ตายไปแล้วเอาติดตัวเราไปไม่ได้ ไร้ค่าทันที

     วิชาการหาทรัพย์แบบโลกๆ จึงไม่ควรเลือกเป็นวิชาหลัก แต่วิชาแห่งใจต่างหาก ที่มีค่าหน่วยกิตสูง ควรหันมาสนใจว่า จะทำอย่างไรให้ธรรมเข้า ถึงใจ เช่น จะทำทาน ก็ทำด้วยใจ

     การทำทานด้วยใจ กับทำทานด้วยกาย เป็นคนละเรื่องกัน ทำทานด้วยกายคือ ทำให้ปรากฏต่อโลกว่า ฉันได้ทำแล้วนะ แต่การทำทานด้วยใจที่มีศีลกำกับ คือ ต้องให้ใจรู้จักสละคลาย จากความตระหนี่ที่รัดไว้ สละคืน จากสิ่งที่เขาให้เรายืมใช้ชั่วคราว

     ถ้าใจรู้จักศีล ก็แปลว่าเกิดอานุภาพของความรู้สึก สำรวม และใจยังต้องรู้จักคำว่า ภาวนา ที่แปลว่าการอบรม ใจจะต้องถูกอบรมด้วยศีลให้ยิ่งยวดขึ้น ศีลต้องกำกับใจอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้เพลินเผลอ ไปกับตัว ล่อคือกาม เมื่อใดก็ตามที่กามอยู่ใกล้ จะทำให้เราเพลิน จนใจไม่ตั้งชัดอยู่ที่การรู้ ทุกข์ทีปรากฏ เมื่อไม่รู้ทุกข์ที่ปรากฏอยู่ ก็พาลให้หลงแสวงหากามอย่างสืบทอดต่อเนื่อง จนลืมเวลา

     เมื่อไม่รู้วารเวลาที่กำลังหมุนไปไม่หยุด ก็ไม่รู้สึกถึงความแก่กับความเจ็บและความตาย ที่กำลังใกล้เข้ามา เมื่อประมาทไม่ได้เตรียมใจรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ไม่รับรู้ถึงความจริงของทุกสิ่งว่าไม่เที่ยง จึงถูกความทุกข์บีบคั้น ตัวที่ทำร้ายใจและทำร้ายชีวิตสัตว์มากที่สุด คือความไม่เที่ยง นี่แหละ

     เริ่มเร่งหัดนับถอยหลังกันทุกวันเถิด ไม่ต้องรอตอนสิ้นปีหรอก คอยถามตนเองว่า แต่ละวันที่ผ่านไปเราได้อบรมใจของเรากันอย่างไร ?

     มัชฌิมาปฏิปทา ของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องของการฝึกใจให้อดทนต่อราคะที่ร้อนกว่าแดดให้อดทนต่อความโกรธที่เผา แรงกว่าไฟไหม้ ถ้าใจมันอดทนตรงนี้ได้ จะมีผลทำให้เราสามารถปฏิเสธกามที่คอยยั่วยวนชี้ชวนอยู่เสมอ หากเห็นอย่างนี้ ได้ ไม่พยักเพยิดคล้อยตาม จึงเรียกได้ว่ามีการอบรมใจ ชีวิตของมนุษย์นั้นวิเศษสุดก็ที่ใจนี่แหละ หมั่นอบรมใจของเราให้รู้ระลึกเสมอว่า ทุกสิ่งไม่เที่ยง รู้ได้เพียงเท่านี้ เราก็ไม่ทุกข์แล้ว เพราะใจมันจะคอยระวังอยู่เสมอ ไม่หลงเชื่อกิเสส ไม่ถลำไปยึดกาม กิน เกียรติ์ เพราะรู้ว่าล้วนแม้มีมา ก็อยู่กับเราได้ไม่นาน

     กฎที่ว่าด้วยความไม่เที่ยง จึงคือ กฎที่เราควรฝึกรู้ จนยอมรับได้ ไร้การโต้แย้ง ใจที่รู้และยอมรับความจริงข้อนี้ได้ คือใจที่จะไม่เป็นทุกข์ถึงขั้นทุรนทุราย ฝึกคลายปมที่ยึดไว้ให้เป็น แล้วใจจะเย็นสบาย*

 

 

 

 

 

website statistics