![]() |
||
|---|---|---|
| |
||
| วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม 2551 พุทธศาสนากับความก้าวหน้า อัตตาเกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง เพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ แต่แหล่งของอัตตาอยู่ที่ไหน ? นักวิทยาศาสตร์ยังหาไม่พบ แม้จะพยายายามค้นหามาแล้วถึง 100 ปี
หลายครั้งที่ผู้เขียนย้อนไปฟังการปรารภธรรมจากคณาจารย์ที่มาร่วมกิจกรรมในชมรมต่างๆ แล้วรู้สึกโดนใจ ความจำก็เริ่มตีจาก ไม่รู้ล่องหนหายไปทางไหน หายวับไปภายในเวลาไม่ถึงนาทีหนำซ้ำไม่เหลือร่องรอย ลืมแล้วลืมเลย ทีนี้ พอนึกอะไรออก จึงต้องรีบบอกกันไว้ก่อนที่จะลืม ค่ะ ฝากไว้ให้ช่วยจำกันด้วยนะคะ ว่า ในวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2551 นี้ ชมรมคนรู้ใจ มีรายการพิเศษ ณ หอประชุมพุทธคยา เวลา18.30-21.00 น.ผู้ที่สนใจ พุทธศาสนากับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ พลาดไม่ได้นะคะ เพราะ ศาสตราจารย์ นายแพทย์คงศักดิ์ ตันไพจิตร ท่านเดินทางไกลจากอเมริกามาประชุมพิเศษ โชคดีที่ น้องตันหยง ผู้คล่องแคล่วมากด้วยความสามารถรอบด้านจาก นิตยสารธรรมะใกล้ตัวช่วยประสานงานขอคิวให้แถมมีบทความมาเกริ่นนำให้อ่านชิมลางกันก่อนด้วย ส่วนภาคละเอียด พร้อมการตอบคำถามทีเด็ด ต้องรอฟังวันจริงค่ะ งานนี้ บอกได้เลยว่า ใครไม่จองที่นั่งล่วงหน้า อาจต้องออกไปนั่งฟังนอก หน้าต่างตึก ชั้น 22 ของอาคาร อัมรินทร์พลาซ่า (สำรองที่นั่ง โทร.02-685-2254-5 คุณคเชนทร์)
แต่มนุษย์กลับสามารถพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปห่างไกลจากลิงมาก จนอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ครองโลกได้สำเร็จ การค้นพบ Mirror neurons (ประสาทเลียน) สามารถช่วยอธิบายให้เข้าใจถึงการ สมองสามารถปรับตัวเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่คงที่ถาวรไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เคยเข้าใจกัน เซลล์ประสาทสามารถสร้างใยเชื่อมโยงเพื่อประสานงาน ทำหน้าที่ต่างๆ ให้ได้ประสิทธิภาพที่เหมาะสมอย่างเต็มที่ การเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน สามารถเปลี่ยนกระแสการทำงานของสมองจากด้านขวาเมื่ออารมณ์ขุ่นมัว มาอยู่ที่สมองด้านซ้ายส่วนหน้า ซึ่งบ่งบอกแสดงถึงอารมณ์สุข และยังมีผลในการเสริมสร้างเพิ่มพูนภูมิคุ้มกันต่อการฉีดแวคซีนต้านไข้หวัดได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เคยเจริญสติมาก่อน วิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้วว่า การรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส ( Perceptual processing ) ทำหน้าที่โดยสมองส่วนที่จำเพาะและต่างไปจากส่วนที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับสมมติบัญญัติและความคิดปรุงแต่ง ( Conceptual Processing ) ซึ่งตรงกับหลักอภิธรรมได้บรรยายถึง วิถีจิต และการทำงานของจิต ไว้กว่า 2,400 ปีมาแล้ว อย่างน่าอัศจรรย์ ปัจจุบันได้มีการนำ สติ มาประยุกต์ใช้ในจิตบำบัด และใช้ในการช่วยเสริมรักษาผู้ป่วยด้วยโรคต่างๆ ได้ผลดีมาก เช่นโรคปวดเรื้อรัง โรคสเก็ดเงิน โรคซึมเศร้า และมะเร็งบางประเภท เป็นต้น พระพุทธองค์ยังทรงส่งเสริมเวชศาสตร์ป้องกัน โดยทรงห้ามพระสงฆ์ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะลงในทางน้ำแม่น้ำลำคลอง ทรงสนับสนุนให้พระสงฆ์ใช้ไม้สีฟันตลอดถึง ทรงบรรยายถึงประโยชน์ และโทษเมื่อไม่แปรงฟัน ซึ่งเป็นบันทึกแรกในโลกถึงแปรงสีฟันพระศาสดาทรงดูแลภิกษุซึ่งป่วยหนักด้วยพระองค์เอง ทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่างให้สงฆ์ดูแลกันเอง ประดุจดั่งดูแลปรนนิบัติพระพุทธองค์ ทำให้ชาวบ้านสร้างโรงเรือนสำหรับดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธ ซึ่งเป็นแนวให้พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างโรงพยาบาล แห่งแรกของโลกสำหรับมนุษย์และสัตว์ พระพุทธองค์ยังได้ทรงแนะนำพระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์แคว้นโกศล ซึ่งเป็นคนอ้วน โดยให้สติว่า บุคคลผู้มีสติทุกเมื่อ ย่อมรู้ประมาณในการกิน ทำให้ ไม่อึดอัด ร่างกายย่อมแก่ช้า และอายุยืนยาว ซึ่งเมื่อทรงปฏิบัติตามได้ส่งผลดีตามมา คือน้ำหนักลด ทำให้กระปรี้กระเปร่า และมีอายุยืนถึง 80 พรรษาเทียบเท่าพระพุทธองค์ นอกจากพระศาสดาจะทรงยอมรับว่า พระองค์ทรงชราภาพในปัจฉิมวัยแล้ว ยังทรงปรารภถึงความจริงอย่างยิ่งที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน โดยทรงตรัสว่า ในชีวิต ย่อมมีความตาย ในความหนุ่ม ย่อมมีความแก่ ในสุขภาพที่ดี ย่อมมีโรค และไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้ ซึ่งตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบว่า เซลล์แต่ละเซลล์ได้ถูกกำหนดเวลาไว้แล้วว่าจะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าไร ( Apoptosis - programmed cell death) แล้วจะฝ่อตายไปเอง แม้คนเราที่เกิดมา ร่างกายก็เริ่มเสื่อมโทรม และค่อยๆ แก่สุกงอมไปตามวัย ข้อชราก็เริ่มปรากฏตั้งแต่วัย 30 ปี มนุษย์เราแม้จะดูมีสุขภาพแข็งแรงดี แต่ต้องคอยกำจัดโรคภัยที่คุกคามต่างๆอยู่ตลอดเวลาจากเชื้อโรค หรือแม้แต่เซลล์มะเร็งที่อาจเล็ดลอดอยู่ในตน พระศาสดายังทรงเมตตาบรรยายลักษณะของแพทย์และพยาบาลที่ดีหรือเลว ตลอดถึง ลักษณะของคนไข้ที่ดีหรือเลว ไว้อย่างละเอียดลออ เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางศึกษาและปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องพระพุทธองค์ยังทรงเมตตาประธานหลักในการสร้างสติ-ความรู้สึกตัวไว้ ด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่ ระลึกรู้ในกาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อนำให้เห็นสภาวธรรมที่แท้จริงตามธรรมชาติว่า ปราศจากอัตตาตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร ซึ่งปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทางประสาทวิทยาได้ยอมรับว่า อัตตาเกิดขึ้นเป็นผลพลอยได้จากการทำงานของสมองเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ และแม้จะพยายามค้นหาศูนย์หรือแหล่งของอัตตาตัวตนมานานกว่า 100 ปีแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็ยังค้นหาไม่พบ และยอมรับว่ามิได้มีอัตตาตัวตนอยู่จริง ซึ่งตรงกับหัวใจของพระพุทธศาสนาที่กล่าวว่า .... ธรรมทั้งปวงล้วนเป็นอนัตตา
|
||