![]() |
|---|
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2552 เรื่องที่ 78 ถอนมลทินใจด้วยการให้อภัย
สองฝ่ายทะเลาะกัน จะถูกหรือผิดก็เป็นไปตามกฏกติกาสมมติ
จากเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่า มีความแตกแยกและความไม่เข้าใจกัน จนเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปทั่วทุกหัวระแหง ความสงบสุขในสังคมไทย ความร่มเย็นแห่งพระพุทธศาสนาที่เคยมีมาแต่กาลก่อนกลับเลือนลางไป เพราะต้องหลบทางให้ ความรู้สึกที่แสดงออกมาอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคมไทยในปัจจุบันอย่างขาดการควบคุมและพิจารณาไตร่ตรองด้วยสติสัมปชัญญะ สมัยที่ หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร วัดถ้ำยายปริก เกาะสีชัง ศรีราชา ชลบุรี ยังไม่มรณภาพได้คุยกันฉันท์ธรรมกับ คุณรักพงศ์ เปี่ยมเพิ่มพูล ศิษย์ผู้ใกล้ชิดว่า
* ทั้งหมดนั้นมันเป็นเรื่องของความคิดและความรู้สึกที่ปลดปล่อยออกมาจากคนเท่านั้นแหละ ส่วนความจริงนั้นเป็นอย่างไร ใครจะไปตามหาขุดค้น เพราะลงมันปักหลักเสียแล้วว่ามึงชั่ว กูดี มึงเลว กูนี่สิยอดคน ทีนี้ก็ไม่ต้องพูดแล้วว่าเหตุผลหรือหลักฐานต่างๆ มันเป็นอย่างไร
นั่นแหละ พิษร้ายของความรู้สึก มันฆ่าตัวเองด้วย ฆ่าผู้อื่นด้วย ฆ่าตัวเองอย่างไร ก็ฆ่าตรงที่มันให้ความโง่แก่เราน่ะสิ ไอ้ที่ไปตะโกนด่าทอเขาหยาบๆ คายๆ แล้วโกรธขึ้งขุ่นมัวในใจของผู้นั้นเอง มันก็ทุกข์เอง ทุกข์เพราะขาดสตินั่นแหละ
แล้วถ้าผู้ที่ถูกด่านั้นผิดจริง ควรไม่ควร ข้างในใจของผู้ด่านั้นโกหกตัวเองไม่ได้หรอก เพราะขึ้นชื่อว่าด่าแล้วไม่ประกอบด้วยกิเลสเป็นไม่มี ลองถ้าด่าแล้ว ความโลภ โกรธ หลงมันจะอยู่ครบในนั้นหมด ข้อแรก ในใจอยากให้เขาล่มจมฉิบหายวายป่วง นั้นเป็นความโลภอยากให้เขาได้ความพินาศ ข้อสองคือมีความโกรธ ถ้าข้างในขุ่นข้องทีนี้จิตจะเห็นความเป็นจริงอะไรก็ยาก และข้อสุดท้ายก็มีความหลง คือความโง่นั่นแหละ มันไม่รู้จักตัวเอง รู้จักแต่คนอื่น แต่จะรู้ถูกหรือผิดนั้นก็ยังไม่แน่ คนเหล่านี้ไม่รู้จักกิเลสและความรู้สึกคิดนึกปรุงแต่งในใจตน ว่ามันหลอกให้ขายความโง่ออกมาขาดทั้งสัมมาวาจาและสัมมาสติ นั้นแหละโง่ที่สุดเลย
การด่าเขา ไม่ว่าเขาจะถูกหรือผิด แต่เราน่ะผิดแน่ๆ ดังคำสอนของ หลวงปู่เทสก์ (เทสรังสี) ธรรมทายาทของหลวงปู่มั่น ที่ท่านสอนว่า
* คนดี ถ้าความชั่วของคนอื่นมีเท่าไร ก็พูดให้น้อยหรือไม่พูด ความดีของคนอื่นแม้มีน้อย ก็พูดให้หมด ความชั่วของตนเองแม้มีน้อย ก็พูดจนหมดเปลือก ส่วนความดีของตนเอง เมื่อมีผู้ถามจึงพูด และพูดไปตามจริง * นอกจากนี้ หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร ยังได้ชี้แจงให้เข้าใจว่า พระผู้ที่ท่านสำเร็จแล้ว ท่านทำอะไรตรงต่อธรรมทุกอย่าง ไม่หลอกลวงใครๆ เพราะ ท่านเห็นแจ้งชัดแล้วว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขามันไม่มี ที่เรียกว่ามันไม่มี เพราะมันไม่ได้ตั้งอยู่คงทนถาวร ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งวัตถุธาตุในโลกทุกอย่างรวมไปถึงร่างกายของเรา มันเปลี่ยนแปลงแปรปรวนอยู่เสมอทั้งนั้น ก็ในเมื่อมันไม่ได้ตั้งอยู่ถาวรชั่วกัลปาวสาน จะเรียกว่ามันมี มันเป็นอยู่อย่างนั้นได้อย่างไร
เด็กๆ น่ะ อยากได้ของอะไรก็กระโดดกระทืบเท้าตึงๆ จะเอาๆ พ่อแม่มันต้องรีบกุลีกุจอหาให้ ใครเห็นก็ว่า เออ เด็กก็อย่างนี้ จะไปเอาอะไรกับมันไม่ได้หรอก เด็กมันไม่ได้ฝึกสติ ไม่ได้มีการควบคุมอารมณ์ ธาตุรู้มันยังอ่อนเยาว์ ยังไม่รู้ทันกิเลส แต่หารู้ไม่ ผู้ใหญ่ทุกคนนั่นแหละ โง่ยิ่งกว่าเด็ก โง่เพราะยิ่งโตยิ่งยึดมั่นถือมั่น จะเอามันซะทุกอย่าง ยิ่งโตแทนที่จะมีมากด้วยสติปัญญา รู้เท่าทันกิเลสตัณหาและอารมณ์ของตน แต่กลับยิ่งหนักยิ่งหนากว่าเก่า จะเอาโน่นเอานี่ แล้วเอาแต่ของมีราคาเสียด้วย แต่พอได้มาแล้วก่อปัญหาให้ทั้งชีวิตก็มีให้เห็นกันดาษดื่น พอมีลูกมีเต้า ก็ห่วงหาอาวรณ์ ห่วงไปจนถึงลูกของลูกถึงหลานถึงเหลนนั้นแหละ เวลาเกือบทั้งชีวิตสูญสิ้นไปเพราะความอยากในตอนแรกเพียงตัวเดียว ได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ จึงเหนื่อยกันทั้งชีวิต มันคุ้มกันมั้ย เพื่อสนองความอยากคือตัณหา กลับต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตเข้าแลก นี้ เพราะอะไร เพราะไม่ได้เจริญสติสัมปชัญญะ อยากแต่จะได้อยากมีอยากเป็น ถ้าเจริญสติ ก็อยู่คนเดียวได้ ไม่มีคู่ก็อยู่กับธรรมะ มีธรรมเป็นเพื่อน ขึ้นเขาลงห้วย ตกระกำลำบากอย่างไรก็ไม่ต้องกลัว ถ้าใครมีธรรมในใจแล้วคนนั้นจะเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว พระธรรมท่านอยู่เป็นเพื่อนตลอดเวลา จะกลัวอะไร ท่านให้สติปัญญากับเราเสมอ ให้ผลให้อานิสงส์แห่งทาน ศีล ภาวนากับเรา นั้นแน่ะแน่ที่สุด ให้เราได้เดินก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ถึงจุดหมายปลายทางข้ามพ้นห้วงมหรรณพ ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของเต่าปลา เขาจึงว่าเด็กน่ะเป็นผ้าขาว แต่ผู้ใหญ่น่ะผ้าสีขมุกขมัวมอมแมม เพราะไม่ได้ขัดเกลาจิตใจ ซักฟอกอารมณ์ของตนให้สะอาด สว่าง สงบ มันเป็นอย่างนี้แหละ แล้วเมื่อไรจะได้ไปอยู่กับพระพุทธเจ้า เมื่อไรจะหมดทุกข์หมดโศกเสียทีถ้ามาหลงกันอยู่อย่างนี้
ย้อนมาที่เรื่องของการเมือง เรื่องเหล่านี้ จะว่าไปมันก็คือการทะเลาะกัน มันจะมี2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสมมุติว่าถูก อีกฝ่ายสมมุติว่าผิด ทำไมจึงบอกว่าสมมติถูกผิด ที่ถูกก็เพราะถูกกฎกติกาที่ตั้งไว้ ที่ผิดก็เพราะมันทำผิดกฎ ผิดกติกา แต่ความเป็นจริงนั้นไม่มีหรอกคนถูกคนผิด มันมีแต่คนหลงผิดกับคนที่ตั้งสติไว้ชอบ คนหลงผิดคือคนขาดสติ ทำผิดเพราะความเห็นผิดเข้าครอบงำ จึงทำผิดทำพลาดหรือทำชั่ว นี้สิจึงว่าน่าสงสารและน่าเห็นใจ
แล้วเราล่ะจะเป็นพวกไหน ถ้าเป็นคนที่ตั้งสติไว้ชอบ เป็นบัณฑิต ก็ควรจะช่วยตักเตือนคนหลงผิดด้วยเมตตากรุณา ชี้ทางสว่างให้เขา ไม่ใช่ไปโกรธขึ้งขุ่นมัวหรือด่าทอด้วยมิจฉาวาจา จะหาใครในโลกนี้ที่ดีหมดจดเว้นไว้แต่พระพุทธเจ้า แม้แต่พระขีณาสพไม่ว่าองค์ไหน สิ้นกิเลสแล้วก็ยังมีข้อให้คนมันติจนได้ อย่างเทศน์น้อยมันบอกว่าเทศน์ไม่เก่ง เทศน์มากมันบอกว่าเยิ่นเย้อ ไม่พูดดักใจมันหาว่าเราไม่รู้จิตมัน พอพูดดักใจได้มันก็ว่าสาระแนไปรู้เรื่องของมัน แน้ะ! ฉะนั้น จึงว่า ถ้าคนหลงผิด ทำผิดหรือทำชั่วแค่ไหน เราจะไปเหยียบไปย่ำให้จมธรณีนั้นไม่ถูก สังคมจะอยู่กันได้ก็ด้วยเมตตากรุณา เขาจึงว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก
ถ้าอย่างนั้นเราต้องใช้คุณธรรมข้อใดมาทำให้สังคมที่กำลังทะเลาะเบาะแว้งกันกลับร่มเย็นได้ จะเป็นความสามัคคีตามที่รณรงค์กันหรือ ?
ก็ไม่ใช่ อย่างเช่น ถ้ามีคนบอกว่า จะให้พระไปสามัคคีกับโจรไม่ได้หรอก เพราะศีลมันไม่เสมอกัน คนมันถือมั่นว่านี่พระนี่โจร จะให้มากอดคอกันได้อย่างไร
คุณธรรมข้อเดียวที่จะช่วยได้คือ การให้อภัย นั้นแหละอภัยทาน เพราะพระสามัคคีกับโจรไม่ได้ แต่พระให้อภัยโจรได้ โจรมันมาทุบหัวพระ จะบอกให้พระไปสามัคคีกับโจรนั้นไม่ถูก แต่ถ้าให้พระอโหสิให้โจรนั้นถูกต้อง พระพุทธเจ้ายังบอกว่า แม้ภิกษุถูกโจรจับไปแล้วเอามีดกรีดเนื้อลอกหนังถากเนื้อออกเป็นชิ้นๆ ถ้าภิกษุนั้นมีจิตโกรธขึ้งอาฆาตพยาบาทโจร ภิกษุนั้นไม่ใช่ศิษย์ตถาคต จึงว่า ไม่ว่าใครทั้งหมดนั่นแหละ ให้อภัยเขาซะ ทุกฝ่าย ให้เลิกแล้วต่อกัน เลิกอย่าเลิกแต่ปากส่วนมือยังถือปืนถือมีด ให้วางปืนวางมีดซะด้วย หรือทางกายเลิกแล้วแต่ใจยังก่นด่าแช่งชักหักกระดูกเขา อย่างนั้นไม่ได้เรียกว่าให้อภัย เขาเรียกว่าหน้าไหว้หลังหลอก!
คิดดูซิ อย่าว่าแต่คนเราด้วยกันเองเลย กะหมากะแมวสัตว์เดรัจฉานทั้งนั้น มันก็หายใจเอาอากาศเดียวกับเรา ในโลกนี้ ไม่ว่าคนไม่ว่าสัตว์ก็เดินบนปัฐพีเดียวกัน ทำมาหากินอยู่อาศัยกันด้วยโลกใบเดียวกัน ทำไมไม่คิดข้อนี้บ้าง จะเข่นฆ่าทำลายล้างกันไปทำไม แล้วนี่คนด้วยกัน สมมติเผ่าพันธุ์ว่าคนไทยด้วยกัน อันนั้นทางโลก แต่ทางธรรมแล้วไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใด สูงต่ำดำขาว ยากดีมีจนอย่างไร มันก็มีอัตภาพเหมือนกัน อยู่ได้ด้วยลมผลักกระดูกเหมือนกัน หายใจเข้าแล้วไม่ออก ออกแล้วไม่เข้าก็ตายเหมือนกัน มีอิริยาบถนั่ง ยืน เดิน นอนเหมือนกัน กิน ถ่าย หลับ ตื่น เหมือนกัน กินก็กินเข้าไปจะกินดีกินเลวแต่ก็ขี้ออกมาสกปรกเน่าเหม็นเหมือนกัน เกิดมาแล้วก็แก่ เจ็บ ตายเหมือนๆ กัน มีอารมณ์สุข ทุกข์ โกรธ เกลียด รัก ชอบ ลุ่มหลงเหมือนกัน นั้นแหละว่าโดยย่อคือมีความแปรเปลี่ยนเหมือนกัน มีความขาดสติทำผิดทำพลาด ถูกบ้างผิดบ้างไปตลอดชีวิตคล้ายๆ กัน เป็นเช่นนี้แล้วจะเอาอะไรกันนักหนา จะทำลายล้างกันไปทำไม ทำไมไม่ให้อภัยซึ่งกันและกัน น่าจะตั้งจิตให้เขาไม่ว่าใครก็ขอให้มีความสุข ความเจริญ ให้พ้นจากกองทุกข์กันไปเสียเถิด
ผู้หมั่นเจริญเมตตาภาวนา จะไม่ตกต่ำ ไม่ถูกประทุษร้ายจากอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าคน สัตว์ หรือศาตราวุธ ภัยธรรมชาติ เป็นอานิสงส์ใหญ่ และถ้าสังคมคือคนจำนวนมากเขาตั้งจิตไว้อย่างนี้บ้าง มันก็คงจะสงบสุขขึ้นมาได้ ความวุ่นวายต่างๆ ก็จะหายไป เหตุเพทภัยธรรมชาติก็จะทุเลา แต่ว่ามันทำยาก ที่ยากเพราะอะไร เพราะตัวทิฏฐิมานะ ยึดมั่นสำคัญในสิ่งสมมติว่าถูกผิด
ถ้าขาดสติ ไม่ได้พิจารณาความเป็นจริงในสังสารวัฏฏ์ คิดดูซิ ตั้งแต่รู้ความมา หลวงพ่อยังไม่เห็นใครเลยที่มีแต่ความสุข ปุถุชนเมื่อเกิดมาในโลกนี้ ถ้าไม่ทุกข์กายก็ทุกข์ใจ มีความแก่หง่อม หนังเหี่ยว ฟันหัก หน้าย่น ความเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยที่มาเยือนแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง ยังมีความตายที่ไม่มีใครรอดสักคน ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของโลกนี้มีมา ความพลัดพรากจากของที่รักที่ชอบ ความประสบพบเจอกับสิ่งที่เกลียดที่ชังที่ไม่พึงปรารถนา ความคิดหวังสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น เหล่านี้เราหนีมันได้มั้ย
ถ้าเป็นพระอริยเจ้า แม้จะพ้นจากความทุกข์ใจ แต่ก็ยังมีทุกข์ทางกาย หนาว ร้อน เจ็บปวด ทรมานด้วยโรคภัยต่างๆ นั้นแหละ ถ้าใช้สติตามดูความเป็นจริงเหล่านี้แล้วมันจะสลดสังเวช แล้วยังจะมีหน้าไปเอากับมันอีกเหรอในความทุกข์ที่ต้องมีแน่
เป็นข้อเขียนที่น่าลองนำมาพิจารณา เพื่อปรับฐานจิต เรื่อง มลทิน จากกระทู้ลานธรรม
http://larndham.net/index.php?showtopic=30698&st=267 โดย คุณรักพงศ์ เปี่ยมเพิ่มพูล ขออนุโมทนากับแง่คิดงามที่ส่งมาแบ่งปันกันอ่านค่ะ
|